|
ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการจัดซื้อจัดหา (Purchasing Performance Indicators) |
|
|
|
|
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2009 เวลา 21:21 น. |
|

โดยสรวิศ รัตนพิไชย
Weele (2005) ได้กล่าวว่า มุมมองเชิงการบริหารด้านต่างๆ ของผู้บริหารองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่มีอิทธิพลในการที่ทำให้การจัดซื้อจัดหาจำเป็นต้องมีการวัดประเมิน ซึ่งมุมมองเชิงการบริหารนั้นสามารถแบ่งออกเป็นด้านต่างๆ ได้ดังนี้ 1) ด้านกิจกรรมการปฏิบัติงาน และการจัดการอำนวยการ (Operational, Administrative Activity) ในมุมมองด้านนี้จะทำการวัดประเมินการปฏิบัติงานจัดซื้อ เช่น จำนวนคงค้างออกใบสั่งซื้อ (Order Backlog) ระยะเวลาในการปฏิบัติงานด้านจัดซื้อ (Purchasing Administrative Lead Time) จำนวนที่ออกใบสั่งซื้อแล้ว (Number of Ordered Issued) จำนวนที่ออกใบขอให้เสนอราคาแล้ว (Number of Request for Quotations Issued) การปฏิบัติตามกฎระเบียบการจัดซื้อ เป็นต้น 2) ด้านกิจกรรมการค้า (Commercial Activity) สำหรับมุมมองด้านนี้ ผู้บริหารจะคำนึงถึงศักยภาพในการประหยัดอันเกิดจากการจัดซื้อ เป้าหมายในเรื่องของราคาสินค้า และการลดต้นทุน เกิดจากข้อตกลงที่ได้จากฝ่ายจัดซื้อ ซึ่งการจัดซื้อควรดำเนินการในรูปแบบที่มีการแข่งขันโดยใช้การประกวดราคาจัดซื้อสินค้าเพื่อให้ได้ราคาสินค้าที่ดีที่สุด สำหรับข้อมูลที่จะรายงานให้ผู้บริหารทราบได้แก่ รายงานแสดงมูลค่าที่สามารถประหยัดได้จากการจัดซื้อสินค้าตามแต่ละประเภทสินค้าโดยแบ่งตามผู้ขาย รายงานแสดงจำนวนใบเสนอราคาที่ได้รับแล้ว (Number of Quotations Issued) รายงานความผันผวนของราคาสินค้า รายงานอัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น 3) การเป็นส่วนหนึ่งของบรูณาการด้านโลจิสติกส์ (Part of Integrated Logistics) ผู้บริหารได้หันมาคำนึงถึงเรื่องการจัดซื้อสินค้าที่มีราคาถูกเพื่อทำให้เกิดการประหยัดมากที่สุด เพราะอาจทำให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพของสินค้าต่ำ และมีการจัดส่งที่ไม่ดี ซึ่งอาจส่งผลเสียหายได้ภายหลัง ดังนั้นการตั้งเป้าหมายสำหรับการวัดประเมินในส่วนนี้ จึงถูกกำหนดเป็นการปรับปรุงคุณภาพสินค้า การลดระยะเวลานำ (Lead Time Reduction) และการปรับปรุงความน่าเชื่อถือในการจัดส่งสินค้าของผู้ขาย 4) ด้านยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ (Strategic Business Area) การจัดซื้อนั้นมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจในการดำเนินการของธุรกิจหลัก (Core Business) และส่งเสริมให้องค์กรมีความสามารถในการแข่งขันได้ ทั้งยังเป็นสิ่งที่ช่วยตัดสินใจว่าควรจะผลิตสินค้าใช้เอง หรือจะจัดซื้อสินค้าจากผู้ขาย นอกจากนี้แล้ว ยังมีการเปรียบเทียบการจัดซื้อสินค้าจากผู้ขายในประเทศกับผู้ขายต่างประเทศด้วย ในส่วนของการวัดประเมินนั้นจะวัดในแง่ของจำนวนของผู้ขาย (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะวัดจำนวนผู้ขายที่ลดลง) จำนวนคู่สัญญาที่เป็นผู้ขายรายใหม่ (ผู้ขายต่างประเทศ) และผลประกอบการอันเกิดจากการประหยัดจากการจัดซื้อ ในการวัดและประเมินกิจกรรมทางด้านการจัดซื้อจัดหา (Purchasing Performance) นั้นจะถูกแบ่งออกได้เป็น 4 มิติ คือ (Weele, 2005) 1) ราคา (Price) / ต้นทุน (Cost) 2) ผลิตภัณฑ์ (Product) / คุณภาพ (Quality) 3) โลจิสติกส์ (Logistics) 4) โครงสร้างองค์กร (Organizational) ตัววัด และประเมินที่สำคัญในการปฏิบัติงานจัดซื้อ ซึ่งประกอบไปด้วยความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 4 มิติข้างต้น สามารถกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้ 1) ด้านประสิทธิผลการจัดซื้อ (Purchasing Effectiveness) คือการวัด และประเมินในด้านต่างๆ ดังนี้ (1) ต้นทุนและราคาการจัดซื้อวัตถุดิบ (Purchasing Materials Costs/Prices) ซึ่งจะวัดและประเมินในส่วนของ - การควบคุมราคา / ต้นทุนของวัตถุดิบ (Materials Price Cost Control) - การลดราคา / ต้นทุนของวัตถุดิบ (Materials Price/Cost Reduction) (2) ผลิตภัณฑ์/คุณภาพ (Product/Quality) ซึ่งจะวัดและประเมินในส่วนของ - การเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (Purchasing ’s Involvement in New Product Development) - การจัดซื้อ และการควบคุมคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Purchasing and Total Quality Control) (3) โลจิสติกส์ (Logistics) ซึ่งจะวัดและประเมินในส่วนของ - ความสามารถในการตอบสนองความต้องได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา (Adequate Requisitioning) - นโยบายการสั่งซื้อ และการจัดเก็บสินค้าคงคลัง (Order and Inventory Policy) - ความน่าเชื่อถือในการจัดส่งสินค้าของผู้ขาย (Supplier Delivery Reliability) 2) ด้านประสิทธิภาพการจัดซื้อ (Purchasing Efficiency) คือการวัดและประเมินด้านโครงสร้างองค์กร ซึ่งจะวัดและประเมินในส่วนของ (1) บุคลากร (Personnel) (2) การบริหารจัดการ (Management) (3) ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และนโยบาย (Procedures and Policies) (4) ระบบข้อมูลข่าวสาร (Information Systems) ในการวัดและประเมินผลการปฏิบัติงานจัดซื้อทั้ง 4 มิติ นั้นสามารถแบ่งเป็นระดับต่างๆ ได้ ดังนี้ 1) ระดับรายการจัดซื้อ (Line-Item Level) 2) ระดับผู้ขายแต่ละราย (Individual Supplier Level) 3) ระดับผู้ซื้อแต่ละราย (Level of The Individual Buyer) 4) ระดับแผนก (Departmental Level) 5) ระดับภาพรวมทั้งบริษัท (Overall Company Level) ตัวอย่างของตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดซื้อ จัดหา (Purchasing Performance Indicators) ได้แสดงไว้ใน ตารางที่ 1 ดังนี้
ตารางที่ 1 ตัวอย่างของตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดซื้อ จัดหา
|
ด้านของการวัด และประเมิน
|
เป้าหมายของการวัดและประเมิน
|
การดำเนินการ
|
ตัวอย่าง
|
|
ต้นทุนและราคาการจัดซื้อวัตถุดิบ
|
- การควบคุมราคา/ต้นทุนของวัตถุดิบ
|
ต่อเนื่อง
|
งบประมาณจัดซื้อวัตถุดิบ
รายงานความแปรปรวนของราคารายงานการเพิ่มขึ้นของราคา
รายงานต่างๆ รอบการจัดซื้อ
|
|
- การลดราคา/ต้นทุนของวัตถุดิบ
|
ต่อเนื่อง
|
การประหยัดที่เกิดจากการจัดซื้อที่มีผลกระทบกับผลตอบแทนและการลงทุน
|
|
ผลิตภัณฑ์/คุณภาพของการจัดซื้อวัตถุดิบ
|
- การเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (Early purchasing involvement)
|
เฉพาะกิจ
|
ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดซื้อระหว่างการออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือโครงการทางด้านวิศวกรรม
% อัตราของเสียจากการ
สุ่มตัวอย่าง
|
|
- การควบคุม และรับรองคุณภาพของวัตถุดิบ
|
ต่อเนื่อง
|
% อัตราของเสียจากการรับสินค้า (Reject Rate) % อัตราของเสียในกระบวนการผลิต (Line Reject Rate) ค่าใช้จ่ายด้านคุณภาพของ ผู้ส่งมอบแต่ละราย (Quality Costs Per Supplier)
|
|
โลจิสติกส์และการจัดส่งสินค้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อ (Purchasing logistics and supply)
|
- การติดตามการขอเสนอซื้อ
|
เฉพาะกิจ/
ต่อเนื่อง
|
ระยะเวลาในการดำเนินการ จัดซื้อ จำนวนใบสั่งซื้อคงค้างต่อรายผู้ซื้อ (Order Backlog (Per Buyer))
|
|
- ความน่าเชื่อถือในการ จัดส่งสินค้า (ด้านคุณภาพและจำนวน)
|
เฉพาะกิจ/
ต่อเนื่อง
|
ใบสั่งซื้อเร่งด่วนดัชนีความน่าเชื่อถือในการจัดส่งต่อผู้ส่งมอบแต่ละราย การขาดแคลนวัตถุดิบ จำนวนรอบการหมุนของสินค้าคงคลัง การจัดส่งแบบทันที (JIT)
|
|
เจ้าหน้าที่จัดซื้อและโครงสร้างหน่วยงานทางด้านการจัดซื้อ
|
- การฝึกอบรม และการกระตุ้นเจ้าหน้าที่จัดซื้อ
|
เฉพาะกิจ
|
การวิเคราะห์เวลา และภาระงานของหน่วยงานจัดซื้อ งบประมาณที่ใช้สำหรับงานจัดซื้อ การตรวจติดตามงานจัดซื้อ และจัดส่ง
|
|
- คุณภาพการบริหารงานจัดซื้อ
|
|
- ระบบการจัดซื้อ และ ขั้นตอนการทำงาน
|
|
- การวิจัยงานจัดซื้อ
|
เอกสารอ้างอิง [1] Arjan J. Van Weele, 2005, Purchasing & Supply Chain Management: Analysis, Strategy, Planning and Practice, 4th ed., Thomson, London, pp. 12, 251-252.
ที่มา http://www.logisticscorner.com
จำนวนผู้ชม 17223 ครั้ง
|
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ