พฤหัสบดี, 21 ส.ค. 2014
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 66 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้557
mod_vvisit_counterเมื่อวาน2676
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้10754
mod_vvisit_counterสับดาห์ที่แล้ว15623
mod_vvisit_counterเดือนนี้47888
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว73682
mod_vvisit_counterทั้งหมด5229661

Online (20 minutes ago): 122
Your IP: 54.205.247.203
,
Now: 2014-08-21 09:21
ความสำคัญของการจัดการโลจิสติกส์
User Rating: / 7
แย่ดีที่สุด 
วันอาทิตย์ที่ 05 กรกฏาคม 2009 เวลา 21:49 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

 

โดย อุมาพร มณีเนียม
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม
สาขาการจัดการโลจิสติกส์ (รุ่น 5) 
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

 

        ปัจจุบันการจัดการโลจิสติกส์ เป็นเป้าหมายสำคัญที่ผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นแหล่งที่มาของความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งในระดับธุรกิจและระดับประเทศ เนื่องจากด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ที่ส่งผลให้มีการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น และการเปิดเสรีทางการค้าที่มากขึ้น  ส่งผลให้ภาคธุรกิจจึงต้องยกระดับความสามารถในการดำเนินธุรกิจในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้  ทั้งการลดต้นทุนธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ๆ เสนอลูกค้า  การบริหารจัดการกระบวนการนำส่งสินค้าจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภคตลอดห่วงโซ่อุปทาน  ซึ่งในการประกอบธุรกิจทั่วไป ผู้ประกอบการจะคำนึงถึงต้นทุนการผลิตเป็นหลักและพยายามหาวิธีลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงเพื่อต่อสู้กับคู่แข่งรายอื่นๆ ที่อยู่ในตลาด  เนื่องจากการเพิ่มราคาสินค้าเพื่อรักษาระดับรายได้ให้เท่าเดิมนั้น ค่อนข้างจะเป็นไปได้ยากสำหรับลักษณะโครงสร้างตลาดและภาวะทางการแข่งขันในปัจจุบัน
        เมื่อต้นทุนเป็นตัวแปรที่ผู้ประกอบการต่างหันมาให้ความสำคัญ ซึ่งนอกจากต้นทุนวัตถุดิบและแรงงานต่างๆแล้ว ต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ถือได้ว่าเป็นส่วนของต้นทุนที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก  ต้นทุนโลจิสติกส์เกิดขึ้นจากกิจกรรมที่รองรับกระบวนการโลจิสติกส์  ประเภทต้นทุนหลักๆ ได้แก่ การให้บริการลูกค้า  การขนส่ง  การจัดเก็บสินค้า  กระบวนการสั่งซื้อและข้อมูลการสั่งซื้อ  ปริมาณการสั่งซื้อ  และการจัดเก็บสินค้าคงคลัง และแนวคิดต้นทุนรวมเป็นเรื่องสำคัญในการบริหารกระบวนการทางด้านโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ จุดมุ่งหมายของทุกองค์กรก็คือการลดต้นทุนรวมของกิจกรรมโลจิสติกส์มากกว่าการมองในแต่ละกิจกรรมเดี่ยวๆ ซึ่งต้นทุนต่างๆเหล่านี้ สะท้อนออกมาจากทั้งกิจกรรมหลัก และกิจกรรมเสริมในกระบวนการโลจิสติกส์
        เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในกิจกรรมต่างๆทางด้านโลจิสติกส์ การศึกษาในครั้งนี้จึงขอแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของการจัดการโลจิสติกส์ กับอัตราส่วนทางการเงิน เนื่องจากแสดงถึงความเชื่อมโยงของการดำเนินธุรกิจได้ค่อนข้างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถแสดงให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า การจัดการโลจิสติกส์นั้นจะส่งผลกระทบไปยังตัวแปรทางด้านการเงินตัวใดบ้าง และผ่านตัวแปรทางด้านโลจิสติกส์ตัวใด
        อัตราส่วนทางการเงิน หมายถึง การเปรียบเทียบระหว่างรายการในงบการเงินตั้งแต่สองรายการขึ้นไป เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรายการ ซึ่งอาจจะแสดงได้ในรูปของสัดส่วน หรือในรูปของร้อยละ  หรือในรูปของจำนวนครั้ง  หรือจำนวนรอบ  หรือแม้กระทั่งในรูปของระยะเวลา สำหรับอัตราส่วนทางการเงินที่นิยมใช้วัดประสิทธิภาพของการจัดการโลจิสติกส์ สามารถอธิบายได้ด้วย Strategic Profit Model คือ ROI (Return on Investment) เป็นดัชนีที่ใช้วัดศักยภาพของกิจการในการทำกำไรจากการลงทุนหรือใช้ประเมินประสิทธิภาพของการลงทุนในโครงการต่างๆกัน  โดยสามารถเขียนในรูปของสมการได้ว่า

 

                  ROI    =     Profit /  Capital employed

 

         จากอัตราส่วนดังกล่าว สามารถขยายได้ในอีกรูปได้ว่า

 

                   ROI    =   (Profit / Sale )  X (   Sale / Capital employed ) 

  
                                                                                                                                              
         จากสมการ อัตราส่วนของกำไรต่อยอดขายแสดงถึงกำไรที่บริษัทได้รับ และอัตราส่วนยอดขายต่อทุนที่ใช้ไปในการสร้างกำไรนั้นแสดงถึง อัตราหมุนเวียนของทุนที่ใช้ไปในการสร้างกำไรนั้น ( Capital turn)   โดยทั่วไปแล้ว เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อการลงทุน หลายบริษัทจะมุ่งความสนใจไปที่ส่วนของกำไรต่อยอดขายที่บริษัทได้รับ แต่วิธีการดังกล่าวมักเป็นไปได้ยากในปัจจุบัน ซึ่งหากพิจารณาอัตราส่วนที่แสดงถึงอัตราการหมุนเวียนของทุนที่ใช้ไปในการสร้างกำไรนั้น พบว่าการเพิ่มรอบของการใช้ทุนดังกล่าว สามารทำให้อัตราส่วนการทำกำไรจากการลงทุนเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน นั่นหมายความว่า การได้กำไรที่ไม่สูง แต่หากว่ามีส่วนทุนที่มีประสิทธิภาพสูงก็สามารถทำให้อัตราส่วนการทำกำไรจากการลงทุนเพิ่มสูงขึ้นได้เช่นกัน

การจัดการโลจิสติกส์สามารถส่งผลกระทบต่อตัวแปรต่างๆในงบการเงิน ดังแสดงความสัมพันธ์ในรูปที่ 1 รูปที่ 2 และรูปที่ 3

รูปที่ 1 ความสัมพันธ์ของการจัดการโลจิสติกส์ที่มีผลต่ออัตราส่วนอัตราส่วนการทำกำไรจากการลงทุน
ที่มา : Martin Christopher., Logistics and Supply Chain Management (1998)

 

รปที่ 2  แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรทางด้านโลจิสติกส์กับองค์ประกอบในงบดุล
  ที่มา : Martin Christopher., Logistics and Supply Chain Management (1998)

 

รูปที่ 3  แสดงประโยชน์ของโซ่อุปทาน
   ที่มา :  รศ.ดร.สาธิต พะเนียงทอง (2548)

         ดังแสดงในแผนภาพที่ 3 การจัดการโลจิตสิกส์มีผลกระทบโดยตรงต่อผลกำไรและเงินลงทุน การบริการลูกค้าและการมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า จะเป็นตัวผลักดันในการเติบโตของรายได้ของบริษัท ขณะที่การปฏิบัติงานโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานได้อย่างมหาศาล  การปฏิบัติงานที่กระชับและระยะเวลาส่งมอบวัตถุดิบที่สั้น จะช่วยลดปริมาณสินค้าคงคลังและเงินทุนที่ผูกติดอยู่กับสินค้าคงคลัง  ในขณะเดียวกันการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างองค์กรต่างๆ ภายในโซ่อุปทาน รวมทั้งการใช้ผู้ให้บริการจากภายนอก ( Outsourcing ) สามารถลดความจำเป็นที่จะต้องมีสินทรัพย์ทางกายภาพ  ซึ่งทำให้จำนวนเงินลงทุนลดลงตามไปด้วย
         นอกจากในระดับจุลภาคแล้ว โลจิสติกส์ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและขับเคลื่อนต้นทุนของภาคธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้บนเวทีการค้าระหว่างประเทศในระดับภาคอีกด้วย   โดยเฉพาะระบบการคมนาคมขนส่งซึ่งมีผลโดยตรงต่อกระบวนการเคลื่อนย้าย จัดเก็บ รวบรวม และกระจายสินค้าจากจุดเริ่มต้นไปสู่ผู้บริโภคขั้นสุดท้าย  และถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง  สิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้าและระบบโลจิสติกส์ เป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในด้านของต้นทุนการผลิตสินค้าและต้นทุนโลจิสติกส์ 
         จากข้อมูลต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ของประเทศไทย ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ได้มีการปรับปรุงข้อมูลล่าสุดพบว่าต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2548 อยู่ที่ ร้อยละ 19.4  และร้อยละ 23.9 ในปี 2549 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศแถบยุโรป และญี่ปุ่น ในปี 2548 พบว่าประเทศเหล่านั้นมีต้นทุนโลจิสติกส์อยู่ที่ ร้อยละ 15 , 11 และ 11 ตามลำดับ  ทำให้เห็นได้ว่าประเทศไทยยังมีสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงโดยเปรียบเทียบ  และเมื่อเปรียบเทียบต้นทุนโลจิสติกส์กับประเทศอย่างฮ่องกง  สิงคโปร์  เกาหลี  หรือมาเลเซีย ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไม่แตกต่างไปจากประเทศไทยมากนัก  ก็พบว่าต้นทุนตัวเลขต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ของไทยสูงกว่าประเทศเหล่านี้เช่นกัน
         ดังนั้นนอกจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และปัจจัยทางด้านสังคมแล้ว  จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อยกระดับศักยภาพในเรื่องการขนส่งให้มีประสิทธิภาพและขีดความสามารถสูงขึ้น

 

บรรณานุกรรม
       [1] Martin Christopher, Logistics and Supply Chain Management Strategies for Reducing Cost and Improving service, 2, Prince Hall, Great Britain
       [2] รศ.ดร.สาธิต  พะเนียงทอง, 2548, Supply Chain Strategy การจัดการโซ่อุปทานเชิงกลยุทธ์, ซีเอ็ดยูเคชั่น, กทม, 173

 

จำนวนผู้ชม 25523 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ