พุธ, 26 พ.ย. 2014
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 203 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้3049
mod_vvisit_counterเมื่อวาน4683
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้16595
mod_vvisit_counterสับดาห์ที่แล้ว31400
mod_vvisit_counterเดือนนี้108675
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว100330
mod_vvisit_counterทั้งหมด5580955

Online (20 minutes ago): 280
Your IP: 54.204.218.95
,
Now: 2014-11-26 16:50
กูรูแนะไทยพัฒนาศักยภาพรับมือ AEC เร่งรัฐเอาจริง-มีนโยบายโลจิสติกส์ให้ชัดเจน
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2012 เวลา 17:57 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

    กูรูขนส่งและโลจิสติกส์แนะผู้ประกอบการไทยเร่งยกระดับการบริการรับมือเปิด AEC จี้รัฐเอาจริงเอาจังเรื่องการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ พร้อมแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เชื่อจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันกับคู่แข่งต่างชาติ
    จากการที่กลุ่มประเทศอาเซียนได้ประกาศอย่างชัดเจนให้ปี 2015 เป็นปีเป้าหมายในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ได้กำหนดให้เร่งเปิดเสรีภาคบริการในสาขาโลจิสติภายในปี 2556 นี้ ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐต้องหันกลับมาให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ แก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกให้สามารถดำเนินธุรกรรมต่างๆ ให้สะดวกรวดเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยได้อย่างแท้จริง
    ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการขนส่งสินค้าทางอากาศ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านขนส่งและโลจิสติกส์มาช้านาน คุณคีรี ชัยชนะวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรานส์ แอร์ คาร์โก้ จำกัด ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับการเปิดเสรี AEC ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยว่า รัฐบาลต้องเร่งให้ความรู้ ให้ข้อมูลข่าวสารกับผู้ประกอบการ ให้มีความตื่นตัวรับมือการเปิดเสรี นอกจากนี้ภาครัฐต้องเร่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขัน ออกกฎระเบียบที่เอื้อประโยชน์ ลดขั้นตอนและลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการไทย และที่สำคัญภาครัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อีกด้วย
    ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยเอง ต้องเร่งยกระดับ พัฒนาและปรับปรุงคุณภาพบริการให้มีศักยภาพ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง พัฒนาความรู้การบริหารจัดการให้กับบุคลากร และที่สำคัญคือให้ความรู้ด้านความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศอื่นๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ในการทำธุรกิจ กับตลาดที่ขยายมากขึ้นในแถบเอเชีย เช่น จีนและอินเดีย

วิเคราะห์เทรนด์แข่งขันไทย-ต่างชาติ
    วิเคราะห์เปรียบเทียบศักยภาพของการขนส่งทางอากาศและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นในเอเชีย ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลจาก IMD World Competitive Report พบว่าประเทศที่มีศักยภาพในการเข้าไปทำธุรกิจมากที่สุดในภาพรวม ซึ่งวัดจากการอำนวยความสะดวก และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ในภูมิภาค ได้แก่ สิงคโปร์ ไทย และมาเลเซีย ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาความพร้อมของโลจิสติกส์ไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ จะเห็นได้ว่าประเทศสมาชิกที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาค คือ สิงคโปร์และมาเลเซีย ตามลำดับ
    คุณคีรี กล่าวว่า สำหรับความพร้อมของโลจิสติกส์ไทยกับประเทศสมาชิกอื่นๆ จะเห็นได้ว่าประเทศสมาชิกที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาคคือ สิงคโปร์ และมาเลเซีย เมื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับประเทศไทยนั้น เห็นว่า ประเทศไทย มีจุดแข็งเรื่องทำเลที่ตั้งที่อยู่เป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ซึ่งผู้ให้บริการไทยมีความชำนาญด้านบริการขนส่งทางถนน เนื่องจากเป็นระบบการขนส่งสำคัญและมีเครือข่ายทั่วประเทศ นอกจากนี้คนไทยยังมีจุดเด่นในเรื่องการมีใจรักในการบริการ
    “ประเทศไทยมีจุดอ่อน จากการที่ผู้ประกอบการในประเทศส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ดำเนินธุรกิจแบบไม่ครบวงจร ขาดการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี และยังขาดการสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ เนื่องจากไม่มีหน่วยงานกลาง ที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง รวมทั้งผู้ประกอบการไทยยังขาดศักยภาพในการแข่งขันและการให้บริการที่หลากหลายและเชื่อมโยงการขนส่งรูปแบบอื่นๆ และที่สำคัญคือบุคลากรส่วนใหญ่ขาดทักษะและความรู้ด้านภาษา เทคโนโลยี การจัดการ และไม่คุ้นเคยกับการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี มองว่า ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสในการรับจ้างช่วงจากผู้ประกอบการชาวต่างชาติ หรือผู้ให้บริการโลจิสติกส์บุคคลที่สาม” คุณคีรี กล่าว
    ทั้งนี้ ประเทศไทยนับว่ายังมีโอกาสในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจการขนส่งชายแดน และผ่านแดน เพราะมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาค รวมทั้งไทยมีเครือข่ายการขนส่งทางถนนเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศจีน นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลทั้งสองด้าน โดยเฉพาะฝั่งอันดามันที่มีโอกาสในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก
    จุดแข็งของสิงคโปร์นั้น สิงคโปร์มีความสามารถในการแข่งขันด้านการขนส่งทางทะเลและทางอากาศ มีการให้บริการครบวงจร และมีอุตสาหกรรมการต่อเรือด้วยมาตรฐานระดับโลก รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญด้านการขนส่งน้ำมันและก๊าซ นอกจากนั้น ผู้ประกอบการยังมีทักษะในการบริหารจัดการและมีประสบการณ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ และใช้เทคโนโลยีระดับสูงมาพัฒนาและยกระดับการให้บริการ รวมทั้งได้รับการสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีนโยบายเปิดรับการเข้ามาดำเนินกิจการของต่างชาติแบบเสรีอยู่แล้ว และมีโครงสร้างภาษีที่เป็นมิตรต่อการทำธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงเป็นสากลในการทำธุรกิจระหว่างประเทศทั้งการขนส่งทางทะเลและการขนส่งทางอากาศ ทั้งยังมีบุคลากรที่มีการศึกษาพื้นฐานและทักษะด้านเทคโนโลยีโลจิสติกส์ และการบริหารด้านการจัดการ
    อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ยังมีจุดอ่อนในด้านการพึ่งพิงตลาดต่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากตลาดในประเทศมีขนาดเล็ก ต้องใช้เงินลงทุนในการขยายธุรกิจสูง ทั้งในธุรกิจการเดินเรือ และสายการบินซึ่งมีความยืดหยุ่นน้อย และยังมีต้นทุนด้านทรัพยากรพื้นฐานและบุคคลสูง
    สำหรับโอกาสของสิงคโปร์นั้น คุณคีรี มองว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีศักยภาพการให้บริการโลจิสติกส์ Outsource ในด้านต่างๆ เช่น การบริหารจัดการ มีความสามารถเฉพาะทางและตลาดที่เชื่อมโยงธุรกิจอื่นๆ ที่มีศักยภาพ ทั้งยังได้ประโยชน์จากพันธมิตรต่างชาติที่เข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศ เพื่อขยายเครือข่ายการให้บริการในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีโอกาสจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ และภูมิภาคเอเชีย
    มองความพร้อมของประเทศมาเลเซียแล้ว คุณคีรี วิเคราะห์ว่า มาเลเซียมีความสามารถในการแข่งขันด้านการขนส่งทางทะเลและมีประสบการณ์ยาวนาน นอกจากนี้ภาครัฐยังให้การสนับสนุน เช่น การพัฒนาท่าเรือเพื่อการขนส่งทางทะเล และยังมีความเชี่ยวชาญด้านการขนส่งน้ำมันและก๊าซ มาเลเซียมีชื่อเสียงเป็นสากลในการทำธุรกิจระหว่างประเทศในด้านการขนส่งทางทะเล และที่สำคัญคือมีบุคลากรที่มีการศึกษาพื้นฐานและมีทักษะด้านเทคโนโลยีโลจิสติกส์ และการบริหารจัดการ
    ส่วนจุดอ่อนของมาเลเซียนั้น คุณคีรี มองว่า การที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสูงอาจนำไปสู่ความเสี่ยง และมีความอ่อนแอในการประกอบธุรกิจ ทั้งในส่วนของกิจการขนาดใหญ่ใช้เงินลงทุนสูง อาจมีความยืดหยุ่นต่อการให้การบริการน้อย โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังเจริญเติบโต และความต้องการยังไม่มากพอให้เกิดการคุ้มทุน ส่วนโอกาสนั้น มองว่า มาเลเซียมีโอกาสขยายการให้บริการสู่ฐานการผลิตใหม่ๆ ที่มีการขยายการลงทุน เช่น พม่า ลาว เวียดนาม นอกจากนี้ยังมีโอกาสจากความต้องการที่สูงขึ้นจากการขยายตัวของตลาดน้ำมัน และก๊าซในประเทศจีน และอินเดีย
    นับถอยหลังก้าวสู่การเปิดเสรี AEC อย่างเต็มรูปแบบ เชื่อว่าผู้ที่เตรียมพร้อมรับมือ พร้อมพัฒนาศักยภาพการให้บริการ จะเป็นผู้ที่อยู่เหนือคู่แข่งและมีโอกาสทางการค้ามากกว่าคู่แข่งจากนานาประเทศ…


ที่มา freightmaxad, 20 มิ.ย. 55

จำนวนผู้ชม 2726 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ