อาทิตย์, 20 เม.ย. 2014
 
 

 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 116 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้111
mod_vvisit_counterเมื่อวาน2018
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2129
mod_vvisit_counterสับดาห์ที่แล้ว11284
mod_vvisit_counterเดือนนี้35533
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว64503
mod_vvisit_counterทั้งหมด4945312

Online (20 minutes ago): 67
Your IP: 107.22.37.143
,
Now: 2014-04-21 01:30
ผู้ประการขนส่งทางน้ำยุคใหม่ ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2012 เวลา 20:08 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย นายเกษม อุ่นศรี
การจัดการโลจิสติกส์
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัติกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

     ประเทศไทยมีการขนส่งทางน้ำมาตั้งแต่สมัยโบราณและนับได้ว่าเป็นวิธีที่สะดวกกว่าวิธีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อลำเลียงขนส่งผู้คนที่เดินทางไปมาหาสู่กัน เป็นการลำเลียงสินค้า หรือแม้แต่ใช้เป็นเส้นทางสำหรับการทำศึกสงคราม โดยเฉพาะการค้าขายในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นยุคที่มีการลำเลียงสินค้าจากต่างชาติเข้ามาที่กรุงศรีอยุธยาเพื่อทำการค้าขายกัน เนื่องจากว่ากรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่โดยมีแม่น้ำสายหลัก 3 สายล้อมรอบอยู่ ได้แก่ แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสัก และกรุงศรีอยุธยาก็ยังสามารถเป็นช่องทางการเดินเรือที่จะเชื่อมออกทะเลอ่าวไทยได้ ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวจึงส่งผลให้กรุงศรีอยุธยาเป็นอาณาจักรซึ่งมีความเจริญรุ่งเรือง ทำให้มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ ซึ่งต่างชาติทีมีการเข้ามาติดต่อค้าขายด้วยก็จะมีทั้งแถบเอเชียด้วยกันเอง เช่น จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เวียดนาม และเปอร์เซีย ส่วนในประเทศแถบตะวันตกก็จะมี โปรตุเกต, ดัตช์, ฝรั่งเศษ และเสปน[1] หากดูจากจำนวนประเทศที่มีการเข้ามาติดต่อค้าขายกันแล้วก็อาจจะมองภาพได้ว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น ประเทศไทยก็เคยเป็น Logistics Hub ที่สำคัญมาก่อน
     ในปัจจุบันแม้ว่าการขนส่งสินค้าทางเรือโดยเฉพาะทางแม่น้ำสายหลักภายในประเทศจะมีบทบาทน้อยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งในโหมดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางบกโดยทางรถยนต์ การขนส่งทางรางโดยรถไฟ และการขนส่งทางอาศโดยเครื่องบิน ซึ่งเป็นโหมดที่มีความรวดเร็วและสะดวกสะบายกว่าโหมดการขนส่งทางน้ำอย่างเรือ ซึ่งไม่สามารถทำความเร็วได้สูงนัก ดังนั้นวิวัฒนาการในการขนส่งทางเรือจึงไปเน้นการขนส่งสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งสามารถที่จะบริหารต้นทุนการขนส่งได้ถูกกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งผ่านแม่น้ำสายหลัก 2 สาย คือแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสัก ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วหากวัดตามน้ำหนักในการบรรทุกในปี 2553 จากข้อมูลสถิติของกรมเจ้าท่า จะพบว่าสินค้าหลักที่ใช้บริการแม่น้ำหลักทั้งสองสายนี้ 10 อันดับแรก ได้แก่ 1. ดิน-หิน-ทราย(14.50 ล้านตัน) 2.ซีเมนต์(11.96 ล้านตัน) 3. แร่เชื้อเพลิง(4.5 ล้านตัน) 4. ปุ๋ย(4.14 ล้านตัน) 5.มันสำปะหลัง(2.41 ล้านตัน) 6.ข้าว(1.96 ล้านตัน) 7.น้ำตาล(1.7 ล้านตัน) 8.ข้าวโพด(1.77 ล้านตัน) 9.อาหารสัตว์(1.41 ล้านตัน) 10.แร่ธาตุอื่นๆ(1.04 ล้านตัน) หรือหากจะรวมทั้งหมดทุกประเภทสินค้าที่ใช้แม่น้ำในการขนส่งสินค้าทั้งล่อง-ขึ้น จะมีน้ำหนักทั้งสิ้นประมาณ 48.05 ล้านตัน[2] แต่ก็ใช่ว่าการขนส่งทางน้ำจะหมดบทบาทลงไปเลยเสียที่เดียว ก็ยังคงมีบางชุมชนที่ยังคงต้องพึงพาการใช้เรือในการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ชุมชนเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นเกาะที่ถูกล้อมด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้คนที่อาศัยหรือนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปที่เกาะกร็ดก็ยังคงต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการขนส่งหลัก
     จากข่าวที่เราได้รับทราบตามโทรทัศน์และสื่ออื่นๆ หากไม่นับการที่เรือสินค้าถูกโจรสลัดทำการปล้น เราก็จะพบปัญหาเรื่องของการเกิอุบัติเหตุทางเรือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการชนกันของเรือบรรทุกสินค้า การพลิกคว่ำของเรือบรรทุกน้ำมัน การจมของเรืออันเนื่องมาจากคลื่นที่สูงในทะเล และล่าสุดที่เป็นข่าวโด่งดังในประเทศไทยก็คือเรื่องของการล่มของเรือบรรทุกน้ำตาลทรายแดงในแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งเรือดังกล่าวได้ขนน้ำตาลทรายแดงน้ำหนักประมาณ 24,000 ตัน ได้ประสบอุบัติเหตุชนกับตอม่อในแม่น้ำเจ้าพระยา บรอเวณตำบลภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งจากอุบัติเหตุทำให้เรือที่บรรทุกน้ำตาลทรายแดงมานั้นจมลงไปและนำตาลทรายแดงก็ละลายปะปนไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา และส่งผลให้ระดับออกซิเจนในนำลดต่ำลง จากบริเวณที่เรือล่มยาวไปถึงบริเวณตำบลสำแล อ.เมือง จ.ปทุมธานี
     ผลกระทบโดยตรงนั้นคงหนีไม่พ้นชาวบ้านที่อยู่บริเวณใกล้ๆกับบริเวณที่เรือล่ม ซึ่งทำให้ดินนั้นทรุดลงมาจนชาวบ้านต้องย้ายข้าวของหนีกันเพื่อความปลอดภัยและต้องรื้อบ้านออกจากบริเวณที่ดินทรุดเพื่อมิให้บ้านนั้นพังลงมา อีกทั้งก็คงหนีไม่พ้นในเรื่องของระบบนิเวศน์ของแม่น้ำที่มีปัญหาขึ้นมาทันที โดยจะเห็นได้จากการที่ระดับออกซิเจนในน้ำนั้นลดต่ำลง ทำให้สัตว์ที่อยู่ในบริเวณนั้นทยอยตายกันไปและที่น่าจะเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากก็คือสัตว์น้ำที่หากยากหรือใกล้จะสูญพันธ์อย่างปลากระเบนน้ำจืดขนาดใหญ่น้ำหนักประมาณ 400 กก. และกว่า 300 กก. ที่ต้องมาตายเพราะเหตุการณ์นี้ถึง 3 ตัว และยังรวมไปถึงปลาที่เลี้ยงในกระชังของชาวบ้านที่เลี้ยงไว้เพื่อขายที่จะต้องเสียหายจากอุบัติเหตุดังกล่าว
     ในการที่จะกู้เรือดังกล่าวขึ้นมาจากแม่น้ำก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรอันเนื่องมาจากสภาพของแม่น้ำที่เชี่ยวกรากทำให้การกู้เรือเป็นไปด้วยความทุลักทุเลพอสมควร ซึ่งมันไม่ได้ง่ายเหมือนที่ใครๆประเมินกันเอาไว้ อีกทั้งปัญหาก็ได้เกิดขึ้นกับชาวนาที่ปลูกข้าวอยู่บริเวณเหนือเขื่อนอีก เนื่องจากการที่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาท่วมนาข้าวที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำ ซึ่งสาเหตุมาจากการที่จะต้องปิดกั้นเขื่อนเพื่อทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับที่ลดลง เพื่อที่จะช่วยให้ผู้ที่จะกู้เรือทำงานกันง่ายขึ้น ซึ่งก็เป็นผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ต่อๆกันมา และสิ่งที่เป็นที่น่าปลาบปลื้มสำหรับพสกนิกรของชาวไทย เนื่องมาจากการที่ สมเด็จพระเทพ ท่านทรงพระราชทานเครื่องเพิ่มอ๊อกซิเจนในน้ำ มาช่วยบรรเทาปัญหาของสภาพแม่น้ำเจ้าพระยาในเหตุกรณ์ครั้งนี้ด้วย หากนับมูลค่าที่ทรัพย์สินเสียหายไปนั้นก็คงจะประเมินได้ไม่ยากเท่าไหร่ ซึ่งจะต่างกับการประเมินความเสียหายของทรัพยากรและระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว เพราะเราไม่สามารถที่ฟื้นฟูสภพาแวดล้อมดังกล่าวได้ในเวลาอันสั้น ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาที่นานมากกว่าสภาพแวดล้อมจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมหรือใกล้เคียงกับสภาพเดิมก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้น
     หากเรามองภาพแบบนักซัพพลายเชนหรือมองความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งระบบแล้วแล้ว ผลกระทบนั้นมิใช่เกิดขึ้นเพียงแค่บริเวณที่เรือบรรทุกดังกล่าวล่ม แต่เราจะต้องมองทั้งวงจรของการเกิดอุบัติเหตุว่ามีอะไรเสียหายอย่างไรบ้าง นอกจากความเสียหายที่ผู้ประกอบได้รับแล้ว เราก็จะต้องพิจารณาวงจรอื่นๆเพิ่มขึ้นด้วย โดยอาจจะต้องเริ่มจากวงจรของสัตว์น้ำไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ หากว่าอาหารของสัตว์น้ำเหล่านี้ตายไปก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ในช่วงระยะเวลานั้นๆได้ ซึ่งจะทำให้สัตว์น้ำต่างๆหาอาหารได้ยากขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการขยายพันธ์ของสัตว์น้ำ อีกทั้งยังต้องมองไปถึงผลกระทบของชาวนาที่ได้รับผลกระทบด้วย และที่สำคัญก็คือชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทั้งผู้ต้องอาศัยแม่น้ำในการดำเนินชีวิตและผู้ที่ต้องขนข้าวขนของรื้อบ้านเพื่อป้องกันความเสียหาย อีกทั้งยังคงมีเรือขนส่งสินค้าที่ไม่สามารถที่สัญจรไปส่งสินค้าตามท่าเรือที่กรุงเทพและท่าเรือแหลมฉบังได้ในเวลาดังกล่าว
     แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่โชคดีอยู่บ้างที่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เกิดกับเรือที่ขนส่งสินค้าที่ไม่เป็นวัตถุที่อันตรายต่อสุขภาพ แต่ถ้าหากว่าเรือที่ล่มนั้นเป็นเรือที่ขนสิ่งที่เป็นวัตถุที่เป็นอันตรายอย่างเช่นซีเมนต์ ความเสียหายก็จะมากกว่านี้อย่างเห็นได้ชัด และระบบนิเวศน์ก็จะเสียหายมากกว่านี้อย่างแน่นอน ซึ่งหากจะเปรียบกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว การขนส่งทางน้ำนั้นความเข้มงวดกวดขันในเรื่องของความปลอดภัยฝนการขนส่งนั้น ยังหย่อนยานกว่าทางบกมากนัก โดยจะเห็นได้จากการที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนั้นมีกันหลายส่วนมาก ไม่ว่าจะเป็นตำรวจทางหลวงที่คอยจับเรื่องของความเร็วที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดบนทางหลวง จุดตรวจตามทางผ่านหลักของแต่ละจังหวัดที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยตรวจตราความเรียบร้อย หรือแม้กระทั่งด่านชั่งน้ำหนักรถบรรทุกตามจุดต่างๆ ซึ่งก็สามารถเป็นการป้องกันอุบัติเหตุได้อีกทางหนึ่ง แต่การขนส่งทางน้ำนั้นความเข้มงวดกวดขันในเรื่องดังกล่าวกับน้อยมาก ซึ่งเท่าที่เคยพบเห็นก็จะเห็นแต่เจ้าหน้าที่ของกรมเจ้าท่าจะมาคอยดูเรือโดยสารขนส่งคนตามท่าต่างๆ เพื่อป้องกันการบรรทุกผู้โดยสารที่เกินของเรือรับจ้างขนส่งผู้โดยสารและอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นรูปธรรมที่พบเห็นกันอยู่ประจำ ครั้งนี้คงต้องใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสในการวางมาตราการต่างๆ เพื่อให้มีวิธีการหรือแนวทางที่เป็นรูปธรรม โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือกันในหลายภาคส่วนทั้งจากองค์กรจากทางภาครัฐเอง จากองค์กรของภาคเอกชนและที่สำคัญก็คือภาคประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบหากว่ามีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นมาอีก จะเป็นไปได้ไหมที่เราจะเห็นความร่วมมือที่จะป้องกันปัญหาดังกล่าวโดยไม่ต้องรีรอการออกกฎหมายเพื่อมาบังคับใช้เพราะจะใช้เวลาค่อนข้างนาน และก็ไม่แน่ว่าจะสามารถบังคับใช้กันได้จริงๆหรือเปล่า ดังนั้นทางที่ดีก็ควรจะต้องวางกรอบให้ทุกฝ่ายมองเห็นถึงปัญหาร่วมกัน ซึ่งหากว่าผู้ประกอบการยังคงละเลยไม่ให้ความร่วมมือก็คงต้องใช้พลังของประชาชนในการลงโทษ เช่นการไม่ซื้อสินค้าและบริการของบริษัทที่ก่อให้เกิดปัญหาซ้ำซากเป็นต้น ซึ่งในยุคนี้สมัยนี้เราไม่สามารถที่จะปฏิเสธพลังของมวลชนได้เลย ดังจะเห็นได้จากกรณีของต่างประเทศที่ออกมาประท้วงเรื่องของการไม่บริโภคสินค้า อันเนื่องมาจากกลุ่มดังกล่าวคิดว่า ภายใต้การดำเนินงานของสินค้าดังกล่าวว่าเป็นการทำทารุณสัตว์
     ทั้งนี้ในเบื้องต้นสิ่งที่ผู้ประการขนส่งทางเรือจะต้องระมัดระวังหรือต้องใส่ใจให้มากขึ้นนอกจากน้ำหนักที่จะต้องคอยควบคุมแล้ว กำลังของเครื่องยนต์ก็มีความสำคัญอย่างมากในการควบคุมเรือ หากว่าสภาพแม่น้ำนั้นมีการไหลที่แรงหรือเชี่ยวกรากก็จะต้องใช้เรือที่มีกำลังมากกว่าปกติในการขับเคลื่อน หรือไม่ก็ต้องใช้เรือที่มีเครื่องยนต์ควบคุมทั้งหัวและท้ายด้วย ซึ่งผู้ประกอบการสามารถที่จะกระทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครมาคอยบอกกล่าว
     และในท้ายที่สุดก็หวังว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้คงจะเป็นบทเรียนที่เอาไว้ให้ทุกๆฝ่ายได้หามาตราการป้องกันเพื่อให้ได้ผลอย่างจริงจัง มิใช่เป็นเพียงแต่ไฟไหม้ฟางไป เพราะถึงแม้จะมีช่องทางที่จะเอาผิดกับผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายก็มิใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้รวดเร็วมากนัก เพราะเหตุการณ์เรือน้ำตาลล่มจากครั้งก่อนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2550 ในแม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนกัน เรื่องก็ยังคงฟ้องร้องกันอยู่ หรือต่อให้ได้มาซึ่งค่าเสียหายมันก็ไม่อาจจะเทียบได้กับทรัพยากรที่มันต้องถูกทำลายลงไป ทั้งหมดนี้ก็มิใช่เพื่อใคร แต่เราต้องทำเพื่อลูกหลานของเราที่จะยังคงสามารถใช้แม่น้ำในการดื่มกินกันต่อไปอีกนั่นเอง

อ้างอิง
  [1] ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. (2542). ท่องเที่ยวไทย. บริษัท สำนักพิมพ์หน้าต่างสู่โลกกว้าง จำกัด. ISBN 974-86261-9-9. หน้า 40.
  [2] เว็บไซต์กรมเจ้าท่า, ตารางข้อมูลสถิติปริมาณสินค้าที่ขนส่งทางแม่น้ำจำแนกตามประเภทสินค้าและแม่น้ำ http://www.md.go.th/statistic/document/53/product_53.pdf


ที่มา www.logisticscorner.com , 25 มิ.ย. 55

จำนวนผู้ชม 6661 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ