จันทร์, 24 พ.ย. 2014
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 82 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้4024
mod_vvisit_counterเมื่อวาน4371
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้8395
mod_vvisit_counterสับดาห์ที่แล้ว31400
mod_vvisit_counterเดือนนี้100475
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว100330
mod_vvisit_counterทั้งหมด5572755

Online (20 minutes ago): 285
Your IP: 50.16.75.46
,
Now: 2014-11-24 21:53
ดึง CFO สางบัญชีการรถไฟสร้างประวัติศาสตร์ล้างขาดทุนสะสม/ทุ่ม 7 พันล.ซ่อมทางทั่วปท.
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
วันศุกร์ที่ 08 มิถุนายน 2012 เวลา 22:35 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

    "จารุพงศ์” เล็ง “สังคายนา” รถไฟไทยครั้งใหญ่ วางแนวคิดดึง “ซีเอฟโอ” ภาคเอกชนบริหารการเงิน หวังพลิกประวัติศาสตร์สร้างกำไรให้การ รถไฟฯได้ เพราะมีศักยภาพพร้อมทุกด้าน เชื่อหากแนวคิดนี้ทำได้จริงหน่วยงานอื่นทำตามแน่ ขณะที่รัฐบาลจีนสนใจลงทุนรถไฟความเร็วสูงและวางระบบรางใหม่ทั่วไทย แต่ติดปัญหากฎหมายสองประเทศไม่ตรงกัน ด้านผู้ว่าฯรถไฟนำสื่อมวลชนตรวจรางหลังเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เผยทุ่ม7พันล้านปรับปรุงระบบทางใหม่
    แหล่งข่าวในกระทรวงคมนาคม เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ระบุกับคนใกล้ชิดว่า มีความคิดที่อยากจะปรับปรุงระบบการทำงานภายในการรถไฟแห่งประเทศแบบสังคายนาครั้งใหญ่ โดยเฉพาะระบบการบริหารรายรับรายจ่ายให้มีความเป็นมาตรฐานสากล เพราะการรถไฟฯเป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพ หากมีระบบการบริหารการเงินที่รัดกุม จะเติบโตได้อีกมาก ไม่ใช่ขาดทุนสะสมหลายหมื่นล้านบาทแบบที่เป็นอยู่
    แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวว่า แนวคิดของ รมต.คมนาคมคืออยากนำรูปแบบบริหารการเงินของภาคเอกชนมาใช้กับการรถไฟฯ ซึ่งเอกชนองค์กรใหญ่ๆจะมีผู้บริหารการเงินที่เรียกว่า “ซีเอฟโอ” (CFO Chief Financial Officer) เป็นผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงินของบริษัท หน้าที่คือรับผิดชอบในเรื่องของการดูแล รับผิดชอบ และตัดสินใจในเรื่องของบัญชีและการเงินของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเรื่องรายงานต่างๆ การดูแลเรื่องระบบบัญชี การดูแลด้านการเงินทุกอย่างตั้งแต่การหาแหล่งเงินทุน การใช้จ่ายเงิน การดูแลด้านงบประมาณ หรือ การนำเงินไปลงทุน ฯลฯ
    แหล่งข่าวกล่าวต่อไปอีกว่า นายจารุพงศ์ให้ความสนใจกับแนวคิดนี้อย่างมาก โดยอยากได้ผู้บริหารภาคเอกชนมาทำหน้าที่เป็นซีเอฟโอให้กับการถไฟฯ แต่ติดปัญหาตรงที่งบประมาณการว่าจ้างผู้บริหารระดับซีเอฟโอของภาคเอกชนนั้นแพงมาก หลายแสนบาทต่อคน ในขณะที่ข้าราชการจ้างกันอยู่ที่หลักแสนบาทเท่านั้น และที่สำคัญซีเอฟโอเหล่านี้ไม่ทำงานคนเดียว แต่ทำงานเป็นทีม เพราะฉะนั้น ถ้าจะจ้างต้องจ้างทั้งทีม ต้องจ่ายค่าตัวแต่ละเดือนค่อนข้างสูง
    “ถามว่าคุ้มไหมในการว่าจ้างคนเหล่านี้มาเป็นที่ปรึกษาการเงิน ถ้าทำแล้วองค์กรมีรายได้มากขึ้น มีกำไร ก็ต้องตอบว่าคุ้ม เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้บริหารบัญชีอย่างเดียว แต่ต้องวางแผนทางการเงินในการลงทุนต่างๆด้วย และที่สำคัญจะหยุดการรั่วไหลของเม็ดเงินที่นำไปใช้อย่างไม่ถูกต้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะถ้าระบบรายรับรายจ่ายมีปัญหา ซีเอฟโอต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นเขาต้องดูแลผลประโยชน์อย่างเต็มที่” แหล่งข่าว กล่าว
    แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ถ้ามีการนำระบบซีเอฟโอมาใช้ในการรถไฟแล้วประสบความสำเร็จ เชื่อว่าจะขยายไปยังหน่วยงานอื่นของภาครัฐ โดยเฉพาะในกระทรวงคมนาคม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องไปเปิดดูกฎหมายก่อนว่าเปิดช่องให้ทำได้หรือเปล่า
    แหล่งข่าวยังกล่าวถึงทิศทางการลงทุนระบบรางรถไฟของไทยว่า อาจจะต้องปรับระบบรางทั้งประเทศ เป็นแบบเดียวกับมาตรฐานสากล หรือ สแตนดาร์ดเกจ ความกว้าง 1.435 เมตร จากปัจจุบันรางรถไฟของไทยที่ใช้แบบมิเตอร์เกจมีความกว้าง 1 เมตร เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนหรือเออีซี อย่างไรก็ตาม การปรับรางรถไฟต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล ซึ่งรัฐบาลมีงบประมาณในการใช้จ่ายหลายทาง รวมถึงการสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-โคราช กรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งคงสร้างทั้งหมดเองไม่ได้ จึงได้มีการเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐ กับรัฐบาลจีนซึ่งสนใจเข้ามาลงทุนแต่ยังติดเงื่อนไขบางประการ
    แหล่งข่าวกล่าวถึงเงื่อนไขดังกล่าวว่า กฎหมายไทยระบุว่า การรับสัมปทานสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ต้องให้เอกชนที่ชนะการประมูลรับไปเลย จะดำเนินการก่อสร้างอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับเอกชนรายนั้น แต่กฎหมายจีนเปิดช่องให้บริษัทลูกเข้ามาร่วมประมูลและแบ่งสัมปทานได้ ทำให้ในรายละเอียดยังไม่สามารถดำเนินการเซ็นสัญญาได้ ก็ต้องมาดูว่าจะมีทางออกร่วมกันทางอื่นอย่างไรได้บ้าง ซึ่งต้องไม่ขัดต่อกฎหมายการลงทุนของไทย
    ขณะที่เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี หลังจากที่มีอุบัติเหตุรถไฟตกรางบ่อยครั้ง
   โดยนายยุทธนา กล่าวว่า การตรวจเส้นทางครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามนโยบายของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม ที่ให้ร.ฟ.ท.จัดทำแผนปฏิบัติการออกตรวจรางรถไฟทั่วประเทศ เพื่อรับรู้ปัญหาในพื้นที่จริง เนื่องจากสาเหตุของอุบัติเหตุทางรถไฟมี 3 ประการสำคัญคือ 1.อุบัติเหตุอันเนื่องมาจากคน หรือผู้ขับขี่ที่ไม่มีความพร้อม 2.เครื่องจักรคือ ระบบอาณัติสัญญาณ หรือ โบกี้รถไฟ บกพร่อง และ 3.ระบบรางที่ชำรุดเสียหาย เนื่องจากมีอายุการใช้งายมานานกว่า 30 ปี ส่วนตัวรถมีอายุการใช้งานกว่า 47 ปีแล้ว ซึ่งคาดว่าปัญหารถไฟตกรางจะดีขึ้น โดยภายใน 1 เดือนข้างหน้าจะลดลงเหลือน้อยที่สุดจนถึงไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น
    ทั้งนี้ ในการตรวจรางจะมีรายงานผลทุก 3 วันในระยะ 1 สัปดาห์ และระยะ 1 เดือน โดยในการตรวจรางร.ฟ.ท.ได้นำรถตรวจรางพิเศษ EM80 วิ่งทดสอบราง รวมทั้งนำรถอัดหินเข้าใต้มาใช้ปฏิบัติงานด้วย
    “การมาตรวจสอบในวันนี้เป็นการสุ่มตรวจรางรถไฟช่วงหนองปลาดุก-กาญจนบุรี ระยะทาง 132 กิโลเมตร โดยภายหลังจากการสำรวจพบว่า เปลี่ยนหมอนไม้เป็นหมอนคอนกรีต กว่า 50% แล้ว นอกจากนี้การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการด้วย และโดยส่วนตัวคิดว่า การเกิดอุบัติเหตุรถไฟตกราง มีสาเหตุมาจากพนักงานขับรถ อุปกรณ์ และระบบราง รวมทั้งถ้าพนักงานปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือคู่มืออย่างเคร่งครัด จะไม่มีการเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”
    สำหรับแผนปรับปรุงทางที่ไม่ปลอดภัยตามแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟฯ (ปี 2553-2557) รวมงบประมาณทั้งสิ้น 23,670 ล้านบาท โดยปี 2554 ได้งบฯจำนวน 7,310 ล้านบาท ขณะนี้ได้ลงนามผู้รับจ้างไปแล้ว เมื่อวันที่ 20 ม.ค.55 ที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าหลังจากที่มีการปรับปรุงทั้งระบบแล้วอุบัติเหตุทางรถไฟจะลดลงในที่สุด


ที่มา สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1307 ประจำวันที่ 6-6-2012  ถึง 8-6-2012


จำนวนผู้ชม 1144 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ