พุธ, 16 เม.ย. 2014
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 200 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้943
mod_vvisit_counterเมื่อวาน1167
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้4693
mod_vvisit_counterสับดาห์ที่แล้ว12322
mod_vvisit_counterเดือนนี้26813
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว64503
mod_vvisit_counterทั้งหมด4936592

Online (20 minutes ago): 75
Your IP: 54.242.249.240
,
Now: 2014-04-16 17:26
วิเคราะห์เทรนด์ส่งออกปี 55 เติบโต เร่งรัฐเยียวยา-ช่วยผู้ส่งออกจริงจัง
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม 2012 เวลา 09:38 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

    เทรนด์การส่งออกปี 2555 มีแนวโน้มเติบโต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภค เร่งรัฐเยียวยา-เสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันผู้ประกอบการไทย จี้เอาจริงเอาจังเรื่องการพัฒนาระบบโลจิสติกส์
    เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตทั้งด้านมูลค่าและปริมาณการส่งออก แต่จะโตเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับภาครัฐจะเข้มข้นด้านการพัฒนาและเยียวยาผู้ประกอบการเพียงใด นอกจากนี้ จากการที่กลุ่มประเทศอาเซียนได้ประกาศอย่างชัดเจนให้ปี 2015 เป็นปีเป้าหมายในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) หรือ AEC นั้น ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมรุก-รับ ทั้งภาครัฐต้องเร่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขัน ออกกฎระเบียบที่เอื้อประโยชน์ ลดขั้นตอน และลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการไทย
    ในเรื่องนี้ผู้คร่ำหวอดในวงการ คุณไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออกฯ) เปิดเผยว่า คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ปี 2555 จะเติบโตมากกว่าปี 2554 ที่ 4.5% ภายใต้เงื่อนไขภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ และรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นในแผนปฏิบัติการได้จริง และใช้งบประมาณขาดดุลตามที่ประกาศไว้ รวมทั้งเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและยุโรปไม่ตกต่ำไปกว่านี้
    แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปเลวร้ายลง จีดีพีไทยปี 2555 จะเหลือ 2-2.5%เพราะทั้ง 2 ตลาดนับเป็นตลาดที่สำคัญที่มีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงในแง่การลงทุนค้าขายข้ามไปมาระหว่างกัน ขณะเดียวกันเศรษฐกิจในญี่ปุ่นตั้งแต่เกิดสึนามิ ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นหยุดชะงักและถดถอยลง รวมทั้งภาวะน้ำท่วมในประเทศไทย ส่งผลให้ปี 2554 เป็นปีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก
    จากภาวะดังกล่าวทำให้การส่งออกในปี 2555 จะมีอุปสรรคโดยเฉพาะในไตรมาสแรก เพราะภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องใช้เวลาในการเร่งปรับปรุงระยะหนึ่ง นอกจากนี้ในเรื่องของเส้นทางการขนส่ง ที่ต้องใช้เวลาในการทำให้โซ่อุปทานทั้งเส้นสามารถที่จะตอบสนองทำให้เกิดการผลิต 100% ที่เป็นโจทย์ที่ท้าทายที่ผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน โดยสรุปคือไตรมาสที่ 1 เป็นช่วงที่ต้องมีการซ่อมแซมปรับปรุง รวมทั้งการจัดตั้งใหม่ คาดว่าการส่งออกจะฉายภาพชัดเจนในกลางเทอมไตรมาสที่ 2 นับเป็นความท้าทายว่าการส่งออกของไทยจะสามารถเติบโตได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
    สำหรับอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเติบโตนั้น คุณไพบูลย์ ให้ความเห็นว่า อุตสาหกรรมประเภทอุปโภคบริโภคจะมีอัตราการเติบโตมากกว่าในอุตสาหกรรมอื่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมในกลุ่มอาหาร ซึ่งนับว่าประเทศไทยมีโอกาสที่จะทำให้หมวดสินค้าเหล่านี้เป็นพระเอกในการส่งออกในการค้าตลาดโลก

มูลค่าการส่งออกไทย ปี’55 โต 12%
    นอกจากนี้ คุณไพบูลย์ ยังเผยว่า คาดว่ามูลค่าการส่งออกไทยปี 2555 จะเติบโต 12%-ขณะที่ปริมาณการส่งออกเติบโต 9.7% ทั้งนี้ หากภาครัฐมีการลงทุนตามแผนงานที่วางไว้ครบถ้วนจะส่งผลให้ GDP มีโอกาสขยายตัวที่ 4.5% แต่เศรษฐกิจในภาพรวมของโลกยังคงเปราะบาง มีระดับการเติบโตค่อนข้างต่ำ ภาระตลาดทุนตึงตัว ซึ่งคาดการณ์ว่าสหภาพยุโรปจะเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงไตรมาสที่ 4/2555 และหากวิกฤติการเงินในสหภาพยุโรปขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น อาจจะส่งผลต่อ GDP ของไทยขยายตัวเพียง 2-3% เท่านั้น
    สำหรับทิศทางของค่าระวางการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศในปี 2555 คาดว่าจะทรงตัว ยกเว้นเส้นทางยุโรป ที่มีแนวโน้มค่าระวางที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนับแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2553 เป็นต้นมา เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้การส่งออก-นำเข้าไปยังภูมิภาคดังกล่าวมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง สายเรือต่างๆ จึงลดค่าระวางเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด
    ทั้งนี้ จากการออกประกาศกระทรวงการคลังสำหรับการยกเว้นและลดอัตราอากรศุลกากรที่เกี่ยวกับพิกัดศุลกากรฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2012 (ASEAN Harmonized Tariff Nomenclature 2012: AHTN 2012) โดยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพิกัดศุลกากร และให้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา สภาผู้ส่งออกฯ ได้จัดทำ “แบบสำรวจผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากร 2012” และพบว่าแม้ว่าผู้ส่งออก-นำเข้าโดยส่วนใหญ่จะทราบว่ากรมศุลกากรจะมีการเปลี่ยนแปลงพิกัดอัตราศุลกากร AHTN 2012 แต่มากกว่า 60% ของผู้ประกอบการไม่ทราบรายละเอียดอย่างชัดเจนและไม่ทราบว่ามีผลบังคับใช้เมื่อใด นอกจากนี้ การออกประกาศให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง (ประกาศลงวันที่ 6 มกราคม 2555 แต่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555) ทำให้ผู้ประกอบการประมาณ 30% ไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากรได้ทันตามกำหนด
    สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการออกประกาศดังกล่าว ผู้ประกอบการมีความเห็นให้กรมศุลกากรมีการผ่อนผันการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องและพิจารณาความผิดออกไปอีก 3-6 เดือน นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป โดยให้มีการออกประกาศอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ จำเป็นต้องมีการจัดอบรมสัมมนาเพื่อประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกรายทราบและสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

แนะผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับ AEC
    จากการที่กลุ่มประเทศอาเซียนได้ประกาศอย่างชัดเจนให้ปี 2015 เป็นปีเป้าหมายในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) หรือ AEC และได้กำหนดให้เร่งเปิดเสรีภาคบริการใน 5 สาขาเร่งรัด ได้แก่ สาขาสุขภาพ สาขาคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม สาขาท่องเที่ยว สาขาขนส่งทางอากาศภายในปี 2010 และสาขาโลจิสติกส์ภายในปี 2013 ส่วนสาขาบริการอื่นๆ ให้เปิดตลาดเสรีภายในปี 2015 ตามลำดับ
    ในเรื่องนี้คุณไพบูลย์ บอกว่า ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งยกระดับ ขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐต้องหันกลับมาให้ความสำคัญมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยเอื้ออำนวยความสะดวก โดยเฉพาะในเรื่องของกฎระเบียบ ที่จะเอื้อประโยชน์ บรรเทาและลดหย่อน ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีขีดความสามารถทางการแข่งขันกับคู่ค้าทั่วโลกได้ ซึ่งภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกให้สามารถดำเนินธุรกรรมต่างๆ ให้สะดวกรวดเร็วขึ้น ที่จะช่วยให้สามารถลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยได้อย่างแท้จริง สอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากให้เห็น Single Window entry เกิดขึ้น นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยส่งเสริม-สนับสนุน และทำให้เกิดการลดต้นทุนได้อย่างแท้จริง
    พร้อมกันนี้ รัฐบาลต้องเร่งให้ความรู้-ให้ข้อมูลข่าวสารกับผู้ประกอบการ ให้มีความตื่นตัวรับเปิดเสรีที่จะมีขึ้น พร้อมให้ผู้ประกอบการให้ความรู้ว่าผู้ประกอบการจะต้องเตรียมตัวรุก-รับการเปิดเสรีที่จะมีขึ้นได้อย่างไร นอกจากนี้ รัฐบาลควรหันกลับมาให้ความสำคัญเรื่องโลจิสติกส์อย่างจริงจัง มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะมีการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของไทยได้อย่างไร ซึ่งเรื่องโลจิสติกส์เป็นเรื่องที่สำคัญที่จะช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย เพราะที่ผ่านมายังไม่เห็นว่าจะมีหน่วยงานใดออกมาพูดถึงเรื่องการพัฒนาโลจิสติกส์ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับการเสริมศักยภาพการแข่งขัน


ที่มา freightmax, 1 ก.พ. 55

จำนวนผู้ชม 4635 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ