เสาร์, 27 ธ.ค. 2014
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 133 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้2273
mod_vvisit_counterเมื่อวาน2875
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้19293
mod_vvisit_counterสับดาห์ที่แล้ว22377
mod_vvisit_counterเดือนนี้88042
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว130534
mod_vvisit_counterทั้งหมด5687283

Online (20 minutes ago): 133
Your IP: 54.211.230.186
,
Now: 2014-12-27 21:24
ความรับผิดชอบต่อสังคมของมหาวิทยาลัยเพื่อความยั่งยืน
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
วันอังคารที่ 20 กันยายน 2011 เวลา 21:38 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

    ยุคนี้เป็นยุคที่คนพูดกันมากเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของปัจเจกบุคคลของกลุ่มคนและของธุรกิจ ที่นอกเหนือไปจากการสร้างผลกำไรเพื่อเลี้ยงตนและพวกพ้อง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเลยเถิดไปถึงการตักตวงด้วยความโลภ โดยไม่คำนึงถึงความอยู่รอดของสิ่งต่างๆ รอบตัว จนกระทั่งเราได้เห็นลางแห่งหายนะต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนรอบตัวเรา จึงเกิดคำถามตัวโตๆ ขึ้นในหมู่นักการศึกษาธุรกิจว่า แนวทางที่เราสอนให้คนสร้างกำไรสูงสุดจากทรัพยากรที่มีอยู่นั้นถูกต้องหรือไม่
    ยิ่งทรัพยากรหายาก ไม่ทันกับการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกแล้ว เรายิ่งเห็นการไหลของกำไรไปสู่ผู้ที่มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรเหล่านั้นได้เร็วกว่า ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่ามากขึ้น คนรวยก็ยิ่งรวยล้นเหลือและไม่รู้จักพอ ส่วนคนจนก็ยิ่งมากขึ้นและถูกปล่อยให้เผชิญความยากแค้นเอาเอง และโลกก็ดูน่าสงสารว่าจะยั่งยืนต่อไปถึงรุ่นลูก หลาน เหลน โหลนหรือไม่
    เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดการเคลื่อนไหวขึ้นในหมู่มหาวิทยาลัยชั้นนำในไทยและอาเซียนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภายใต้องค์กร ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า ASEAN University Network หรือ AUN โดยมีประเทศไทยเป็นผู้นำเช่นเคย ในการรวบรวมสมาชิกมาปรึกษาหารือกันว่า น่าจะถึงเวลาแล้วที่เราจะรื้อฟื้นหน้าที่ ความรับผิดชอบที่เรามีและเคยทำ ว่าเหมาะสมกับสถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างมาก และความคาดหวังที่ผู้คนมีต่อเราหรือไม่เพียงไร
    หลังจากที่ผู้แทนสมาชิกมหาวิทยาลัยจำนวนกว่า 100 คนได้หารือกันอยู่ 3 วัน จึงได้ข้อสรุปว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป อาจารย์มหาวิทยาลัยจำต้องเปลี่ยนมุมมองในการทำงานใน 5 ประการหลักดังนี้คือ
        1. เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้สอนหรือผู้พูดอย่างเดียว มาเป็นผู้ฟังหรือผู้ร่วมเรียนรู้
        2. เปลี่ยนลักษณะการทำงานจากอิสระ รับผิดชอบวิชาแต่ผู้เดียว มาเป็นการเชิญผู้อื่นให้เข้ามามีส่วนร่วม
        3. เปลี่ยนการเรียนการสอนที่เน้นความรู้เชิงเดี่ยว หรือเน้นวิชาเดียว มาเป็นการนำความรู้ที่เชื่อมโยง หรือสหสาขาวิชามาใช้
        4. เปลี่ยนมุมมองจากหอคอยงาช้าง หรือทำงานคนเดียวในมหาวิทยาลัย มาเป็นการร่วมคิด ร่วมถาม ร่วมทำกับนักศึกษา ชุมชน และผู้เกี่ยวข้อง
        5. เปลี่ยนการวัดผลงานจากเชิงปริมาณ หรือทำได้มากแค่ไหนในเวลา และเป้าหมายที่กำหนด มาเป็นการวัดเชิงคุณภาพ ว่าเราได้ก่อประโยชน์อะไรให้แก่นักศึกษา อาจารย์ มหาวิทยาลัย และสังคมบ้าง จากการเรียนการสอนนี้
     และแน่นอนที่สุด การที่จะเป็นอย่างที่กล่าวได้หมดคงไม่ใช่เกิดได้ง่ายๆ หากระบบทางความคิดของผู้บริหารมหาวิทยาลัยเรื่องการจัดการหลักสูตร การวิจัย และการให้ค่าของงานแก่อาจารย์ไม่ขานรับ แต่อย่างน้อยก็ยังมีข่าวดีว่า ได้มีวารสารระดับนานาชาติกว่า 100 แห่งที่สนใจตีพิมพ์ผลงานการปฏิรูปการศึกษาแบบสหสาขาวิชา และการให้ชุมชนมีส่วนร่วมแล้ว เช่น IARSLCE อีกทั้งยังมีการริเริ่มให้มีการสร้างมาตรฐานการเรียนการสอนแบบสร้างเครือข่ายนี้โดยองค์กรคาร์เนกี้ ในสหรัฐอเมริกาแล้ว นอกเหนือจาก AACSB ในอเมริกาเหนือ และ EQUIS ในยุโรปเท่านั้น


ที่มา สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1238 ประจำวันที่ 21-9-2011  ถึง 23-9-2011[ธุรกิจสุจิปุลิ]
http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413355538

จำนวนผู้ชม 2356 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ