เสาร์, 20 ก.ย. 2014
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 36 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้84
mod_vvisit_counterเมื่อวาน2792
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้84
mod_vvisit_counterสับดาห์ที่แล้ว22255
mod_vvisit_counterเดือนนี้69039
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว80979
mod_vvisit_counterทั้งหมด5331791

Online (20 minutes ago): 85
Your IP: 54.89.92.161
,
Now: 2014-09-21 00:59
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคลังสินค้า ตอนที่ 1
User Rating: / 8
แย่ดีที่สุด 
วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน 2011 เวลา 19:51 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon


   คลังสินค้ามีวิวัฒนาการที่ยาวนาน จุดเริ่มต้นเกิดจากการเก็บรักษาอาหาร รวมทั้งวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหาร จนถึงทรัพย์สินต่าง ๆ ที่จำเป็นไว้ใช้ในการดำรงชีวิต จนมีพัฒนาการเรื่อยมาสู่ระบบของการผลิต และการค้าในปัจจุบัน กลายเป็นความจำเป็นต่อธุรกิจการผลิต ที่ถือว่าคลังสินค้าเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในด้านการจัดเก็บรักษาวัตถุดิบเพื่อรอการผลิต จนกลายเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่รอการจำหน่าย คลังสินค้าเป็นปัจจัยที่มีผลต่อต้นทุนในการดำเนินการที่สูง แต่ด้วยความจำเป็นคลังสินค้าจึงต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้วยการหาวิธีการในจัดเก็บวัตถุดิบและสินค้าให้มีปริมาณที่เหมาะสมไม่มาก และน้อยไป ซึ่งได้มีการพัฒนานำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ เข้ามาจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานในคลังสินค้า จึงถือได้ว่าคลังสินค้าเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่จะนำความสำเร็จไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตที่จะสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนารูปแบบของคลังสินค้าไปอยู่ในศูนย์กระจายสินค้าที่คิดค้นโดยผู้ประกอบธุรกิจค้าส่ง และธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานด้านการกระจายสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว และลดความผิดพลาด

วิวัฒนาการของคลังสินค้า
    คลังสินค้ามีวิวัฒนาการมาเป็นเวลานาน โดยได้รับอิทธิพลของแนวคิดจากการเก็บรักษาอาหาร และวัตถุดิบในครัวเรือน ต่อมาได้พัฒนาการมาสู่การเก็บรักษาวัตถุดิบและสินค้าไว้เพื่อรอการผลิต และจำหน่าย ในประเทศไทยวิวัฒนาการของคลังสินค้าเริ่มมีความสำคัญเมื่อมีชาวต่างชาติจากยุโรปและอเมริกาเข้ามามีบทบาทด้านการค้า ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และจากวิวัฒนาการของการค้าและเศรษฐกิจของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี พ.ศ. 2488 หรือ ค.ศ. 1945 เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามเป็นต้นมา มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจกันอย่างมากมาย สินค้าเริ่มมีการเคลื่อนย้ายจากท้องถิ่นหนึ่งสู่อีกท้องถิ่นหนึ่ง พัฒนาไปสู่อีกเมืองหนึ่ง และอีกประเทศหนึ่งในเวลาต่อมา ส่งผลต่อปริมาณการผลิต และการค้าซึ่งผู้ผลิตเริ่มมองเห็นความสำคัญของระบบการจำหน่ายสินค้าและเกี่ยวข้องไปถึงระบบของการจัดการเกี่ยวกับวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตจนเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่ได้มีการผลิตแล้ว ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลไปสู่การแสวงหาวิธีการจัดการที่ดีเกี่ยวกับวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตไว้เป็นจำนวนมากวางกองเพื่อรอการจำหน่าย ผู้ประกอบการเองไม่สามารถหาวิธีการที่ดีในการจัดการเกี่ยวกับปัจจัยดังกล่าวได้ จึงได้เกิดแนวคิดในการจัดการเกี่ยวกับคลังสินค้า ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างยิ่งในระบบของการผลิตสินค้าที่ส่งผลต่อการให้บริการลูกค้าที่ดี อีกทั้งยังหมายถึง การใช้ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ความหมายของคลังสินค้า
    มีผู้ให้ความหมาย/คำจำกัดความของคำว่า คลังสินค้า (Warehouse) ไว้หลายความหมาย ซึ่งขอนำมากล่าวไว้ดังนี้
       - พื้นที่ที่ได้วางแผนแล้วเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้สอยและเคลื่อนย้ายสินค้าและวัตถุดิบ (A planned space for the efficient accommodation and handling of goods and materials) (คำนาย อภิปรัชญาสกุล.2547)
       - เป็นส่วนหนึ่งของระบบโลจิสติกส์ของกิจการซึ่งเก็บสินค้าคงคลังที่อยู่ในระหว่างจุดกำเนิดกับจุดบริโภค และจัดหาสารสนเทศเพื่อการบริหารในเรื่องสถานะภาพ เงื่อนไข และการจัดเรียงของสินค้าคงคลังที่กำลังเก็บอยู่ (โภคทรัพย์ พุ่มพวง.2549; อ้างอิงมาจาก J R Stock and D M Lambert)
       - ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 คำว่า “คลังสินค้า” หมายความว่า “โรงพักสินค้าที่มั่นคง” ปัจจุบันความหมายคลังสินค้าครอบคลุมถึงสถานที่จัดเก็บสินค้าทำหน้าที่เป็น จุดพัก จัดเก็บ กระจายการจัดสินค้า หรือ วัตถุดิบ ทั้งในส่วนของการบริหารสินค้าคงคลัง และการบริหารการจัดเก็บ
       - สถานที่สำหรับจัดเก็บของหรือสินค้าต่าง ๆ จำนวนมาก
       - สิ่งปลูกสร้างที่มีไว้ใช้ในการพักและเก็บรักษาสินค้าในปริมาณที่มาก ๆ
    คลังสินค้า (Warehouse) หรือที่ในอดีตนิยมเรียกว่า โกดัง (godown) คือ อาคารทางพาณิชย์ที่ใช้สำหรับเก็บสินค้าเพื่อรอการขนส่ง คลังสินค้าถูกใช้โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ค้าส่ง ธุรกิจขนส่ง ศุลกากร ฯลฯ คลังสินค้ามักเป็นอาคารหลังใหญ่และกว้างตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมในตัวเมือง ภายในอาคารมีทางลาดเอียงสำหรับขนถ่ายสินค้าขึ้นหรือลงรถ หรือบางครั้งก็ขนถ่ายสินค้ามาจากสถานีรถไฟ สนามบิน หรือท่าเรือโดยตรงและมักจะมีเครนหรืรถฟอร์คลิฟท์ เพื่อเคลื่อนย้ายสินค้าที่วางอยู่บนพาเลท (pallet) ไปยังสถานที่จัดเก็บต่อไป
   จากความข้างต้นสามารถสรุป ความหมายของคำว่า คลังสินค้า (Warehouse) หมายถึง สถานที่ที่ใช้ในการจัดเก็บวัตถุดิบ สินค้าสำเร็จรูป เพื่อสำรองไว้ใช้ในเวลาที่เหมะสม

   ในส่วนของความหมายที่เกี่ยวข้องกับคลังสินค้า คือ คำว่า การคลังสินค้า (Warehousing) หมายถึง การเก็บรักษาสินค้า
   การคลังสินค้า (Warehousing) หมายถึง กระบวนการในการรับ การเก็บ การหยิบ ตลอดจนถึงการส่งสินค้า ให้แก่ผู้รับเพื่อการขาย หรือการใช้งานต่อไป (ก่อเกียรติ วิริยะกิจพัฒนา.2549)การคลังสินค้า (Warehousing) หมายถึง การปฏิบัติทางกายภาพเกี่ยวกับการรับ การเก็บรักษา และการจ่ายพัสดุ (คำนาย อภิปรัชญาสกุล.2548;อ้างอิงมาจากT.M. 743-200, Storage and Materials handing)
   สรุปความหมายของคำว่า การคลังสินค้า (Warehousing) หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับการรับเก็บรักษาสินค้า ดูแลและให้บริการต่าง ๆ แก่ลูกค้า

ความหมายของศูนย์กระจายสินค้า
   ในส่วนความหมายของคำว่า ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) มีผู้ให้คำจำกัดความที่เป็นความหมายที่น่าสนใจ และทำให้สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าได้อย่างชัดเจน ดังนี้
   ในพจนานุกรมโลจิสติกส์ ได้ให้คำจำกัดความคำว่า ศูนย์กระจายสินค้า “เป็นคลังสินค้าของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่งรวมไปถึงสถานที่ที่รวมสินค้าของการค้าส่งและค้าปลีก”(ก่อเกียรติวิริยะกิจพัฒนา.2549)
   ศูนย์กระจายสินค้า คือ คลังสินค้าที่ทำหน้าที่ทั้งในฐานะเป็นคลังสินค้า (Warehouse) และเป็นหน่วยเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต (Manufacturer) กับผู้ขายปลีก (Retailers)
   ศูนย์กระจายสินค้าหรือศูนย์จัดจำหน่าย นิยมเรียกย่อ ๆ ว่า DC ที่มาจากคำว่า (Distribution center) หมายถึง คลังสินค้าของบริษัทเอกชน ที่ดำเนินการในการรวบรวมคำสั่งซื้อจากหลาย ๆ ที่รวบรวมเป็นคำสั่งซื้อเดียว และจัดส่งคำสั่งซื้อไปยังโรงงานผู้ผลิต หรือ Suppliers เพื่อให้จัดส่งสินค้ามาในคราวเดียวเพื่อลดต้นทุน ลดระยะเวลาในการจัดส่ง และทำหน้าที่ในการแยกย่อยสินค้าไปบรรจุลงกล่องจัดส่งไปยังสาขาต่าง ๆ ของบริษัทเอกชนเหล่านั้น ถือว่าเป็นคลังสินค้าอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก ดำเนินการจัดตั้งขึ้นโดยธุรกิจคนกลางทั้งค้าส่ง และค้าปลีกโดยมีวัตถุประสงค์ในการรวบรวมการจัดส่งสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตต่าง ๆ หรือ Suppliers จำนวนมาก ให้จัดส่งสินค้าไปยังที่ใดที่หนึ่งเพื่อลดต้นทุนของเวลา และค่าใช้จ่าย โดยศูนย์กระจายสินค้าจะทำหน้าที่ในการแยกแยะสินค้าที่มีขนาดใหญ่ออกเป็นขนาดย่อยและจัดส่งไปยังสาขาของธุรกิจที่กระจัดกระจายกันทั่วไป ศูนย์กระจายสินค้า หรือ DC เป็นวิธีการที่ทันสมัยโดยมีปรัชญาการดำเนินงานเพื่อลดต้นทุนคลังสินค้า ลดการมีสินค้าคงคลังเกินความจำเป็น ลดระยะเวลาในการเก็บรักษาสินค้า มีการบริหารจัดการโดยใช้เทคโนโลยี รับคำสั่งซื้อจากสาขาต่าง ๆ ของกิจการ กล่าวคือ ทำหน้าที่ในการรวบรวมคำสั่งซื้อที่มีปริมาณไม่มากนักจากสาขาจนกลายเป็นคำสั่งซื้อที่มีปริมาณมากขึ้น เพื่อสะดวกในสั่งซื้อ รวมการขนส่งสินค้า
   ปัจจุบันได้มีแนวคิดด้านการกระจายสินค้าไปอย่างรวดเร็ว และเรียกวิธีการนี้ว่า Cross Dock โดยให้สินค้ามีเวลาอยู่ในศูนย์กระจายสินค้าน้อยที่สุด ระบบ Cross Dock จะทำหน้าที่บรรจุและคัดแยกสินค้า โดยเปลี่ยนถ่ายสินค้าหรือโอนถ่ายสินค้าจากพาหนะขาเข้าที่มาส่งสินค้าไปยังพาหนะขาออกโดยตรงผ่านศูนย์กระจายสินค้า โดยไม่มีการนำไปจัดเก็บ (Put - away) ดังนั้นการทำงานในรูปแบบ Cross Dock ต้องอาศัยการวางแผนและการประสานงานที่ดี โดยปกติในการควบคุมการทำงานให้เกิดประสิทธิผลจะมีการสร้างระบบชุดคำสั่งควบคุมหรือ software ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการเชื่อมโยง และประสานงานซึ่งจะช่วยให้เกิดการลดต้นทุนในระบบการจัดเก็บลง อีกทั้งทำให้สินค้าไปถึงจุดหมายปลายได้รวดเร็ว
   สรุป ความหมายของคำว่า ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution center) เป็นคลังสินค้าลักษณะหนึ่งที่เน้นกระบวนการในการกระจาย คัดแยกหรือแปลงหน่วยสินค้าไปยังร้านค้าย่อย มักเป็นที่รวมสินค้าของการค้าปลีกและค้าส่ง

วัตถุประสงค์ของคลังสินค้า
   คลังสินค้ามีรูปแบบและวิธีการที่แตกต่างกันไป และถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจกรรมอันเกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาสินค้าสำเร็จรูป และวัตถุดิบ เพื่อใช้ในเวลาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามแม้คลังสินค้าจะมีหลากหลายรูปแบบ แต่จะมีวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
       1. เพื่อทำหน้าที่รักษาระดับสินค้าคงคลังให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม
       2. เพื่อสนับสนุนการผลิต ให้มีวัตถุดิบและส่วนที่เกี่ยวข้องไว้ใช้อย่างเพียงพอ
       3. เพื่อทำหน้าที่ผสมผสานสินค้า
       4. เพื่อทำหน้าที่รวบรวมสินค้าก่อนจัดส่ง
       5. เพื่อทำหน้าที่คัดแยกหีบห่อ หรือทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้า

ประโยชน์ของคลังสินค้า
   คลังสินค้า เป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดจำหน่าย และการกระจายสินค้า ซึ่งเกี่ยวพันกับระบบของการผลิต และการขนส่ง ซึ่งปัจจัยทั้งหมดดังกล่าวจัดเป็นต้นทุนเกือบทั้งหมดของการผลิตสินค้าต่อหนึ่งหน่วยเสมอ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหากมีการจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นด้านใดด้านหนึ่ง จะส่งผลต่อการลดต้นทุนทั้งสิ้น อันจะส่งผลไปสู่กำไรและการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าเสมอ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าประโยชน์และความจำเป็นของคลังสินค้ามีมากมาย จึงขอสรุปให้เห็นชัดเจนเป็นข้อ ๆ ดังนี้
       1. เป็นสถานที่ที่ใช้ในการจัดเก็บสำรองวัตถุดิบ และสินค้าไว้ใช้ในการดำเนินงานอย่างเหมาะสม
       2. สามารถตอบสนองการทำงานในระบบการทำงานแบบทันเวลาพอดี (Just in Time)        รวมทั้งช่วยสนับสนุนให้การผลิตเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความแปรปรวนด้านอุปสงค์ และอุปทาน
       3. ตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าในด้านการมีสินค้าและบริการไว้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
       4. ป้องกันการขาดแคลนสินค้าที่อาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ของตลาด และฤดูกาล
       5. ก่อให้เกิดความประหยัดในด้านต้นทุนดำเนินการ และระบบการผลิตสินค้า
       6. สร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรม
   ซึ่งรายละเอียดที่สำคัญของประโยชน์ของคลังสินค้า มีดังนี้
       1. เป็นสถานที่ที่ใช้ในการจัดเก็บสำรองวัตถุดิบ และสินค้า ไว้ใช้ในการดำเนินงานอย่างเหมาะสมโดยหน้าที่หลักของคลังสินค้าจะทำหน้าที่ในการจัดเก็บรักษาวัตถุดิบ สินค้าสำเร็จรูป ทั้งเพื่อรอนำเข้าสู่กระบวนการผลิต และรอการจัดจำหน่ายไปยังตลาด ซึ่งในบางครั้งอาจต้องใช้เวลา ผลิตเสร็จอาจไม่มีคำสั่งซื้อหรือมีคำสั่งซื้อเป็นจำนวนไม่เหมาะสม อาจทำให้ต้องมีการเก็บรักษาไว้ระยะเวลาหนึ่งเพื่อรอการจำหน่ายต่อไป
       2. สามารถตอบสนองการทำงานในระบบการทำงานแบบทันเวลาพอดี (Just in Time) ซึ่งเป็นปรัชญาการบริหารสินค้าคงคลังที่มุ่งลดการสูญเสีย และลดสินค้าคงคลัง ระบบจะเน้นในเรื่องการผลิตในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และจะต้องการวัตถุดิบเมื่อมีการผลิตด้วยต้นทุนที่ต่ำ และคุณภาพที่เหมาะสม ลดการถือครองสินค้า หรือวัตถุดิบลงจนทำให้เกิดการพัฒนารูปแบบการจัดตารางการส่งสินค้า และปรับลดระยะเวลาในสถานที่พักสินค้าลงให้มากที่สุดจนกลายเป็นรูปแบบของศูนย์กระจายสินค้าในปัจจุบัน การดำเนินงานในรูปแบบนี้จะต้องประสานกันอย่างใกล้ชิดกับความต้องการในอุปสงค์ด้านโลจิสติกส์ บริษัทขนส่ง ผู้จัดส่งสินค้า วัตถุดิบ และผู้ผลิต
       3. ตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าในด้านการมีสินค้าและบริการไว้อย่างต่อเนื่อง การมีระบบของการจัดการคลังสินค้าที่ดี เหมาะสม จะช่วยให้การจัดการเกี่ยวกับสินค้าที่มีอยู่ จัดส่งไปให้บริการลูกค้าตามคำสั่งซื้อ และเวลาที่ลูกค้าต้องการได้ทันท่วงที เป็นอีกบริบทหนึ่งของการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า
       4. ป้องกันการขาดแคลนสินค้าที่อาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ของตลาดและฤดูกาล คลังสินค้าทำหน้าที่ในการจัดเก็บสำรองวัตถุดิบ และสินค้าสำเร็จรูปในปริมาณที่เหมาะสม ย่อมเป็นวิธีการในการป้องกันการขาดแคลนสินค้าที่จะตอบสนองความต้องการของตลาดและลูกค้าได้
       5. ก่อให้เกิดความประหยัดในด้านต้นทุนดำเนินการและระบบการผลิตสินค้า กล่าวคือ ในทฤษฏีเรื่องความประหยัดที่มีต่อขนาด Economies of Scale การมีคลังสินค้าช่วยส่งเสริมการผลิตจำนวนมากอันส่งผลไปสู่ต้นทุนรวมในการผลิตที่จะลดลงตามขนาดของการผลิต
       6. สร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรม คลังสินค้าจัดเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการสร้างความได้เปรียบทางด้านการแข่งขัน ทั้งในด้านเวลา สถานที่ ปริมาณ ที่พร้อมเสมอที่จะให้บริการแก่ลูกค้าของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ประโยชน์ของศูนย์กระจายสินค้า
   ในปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในประเทศไทยมีอัตราสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อความต้องการบริโภคสินค้า และบริการ หน้าที่ในการตอบสนองความต้องการเหล่านั้นเป็นหน้าที่ของผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายสินค้า ที่จะต้องตอบสนองให้ทันเวลาและความต้องการ คลังสินค้าอาจไม่สามารถสนองความต้องการได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการค้าส่ง และค้าปลีกจึงหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างศูนย์กระจายสินค้า เพื่อช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนด้านการจัดจำหน่าย รวมทั้งการให้บริการที่ดี รวดเร็ว ประโยชน์พื้นฐานของศูนย์กระจายสินค้าจะแตกต่างจากคลังสินค้าทั่วไป ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
       1. ศูนย์กระจายสินค้าจะเป็นจุดรวบรวมสินค้า (Consolidation Facility) แยกประเภท (Product Assortment Facility) และกระจายสินค้า (Distribution) ที่มาจากต้นทางหลายแห่งเพื่อไปยังลูกค้า โดยผู้ขนส่งสินค้าจากแหล่งต่าง ๆ จะนำสินค้ามารวมรวมที่ศูนย์กระจายสินค้า เพื่อบรรจุและคัดแยกสินค้า ส่งมอบโดยกระจายสินค้าแก่ลูกค้าปลายทางที่หลากหลาย การดำเนินการในลักษณะนี้จะช่วยลดต้นทุนในการขนส่งจากต้นทาง (ผู้ผลิต) ไปยังลูกค้าปลายทาง (ผู้ประกอบการค้าส่ง และค้าปลีก)
       2. เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าระหว่างการขนส่งหลายรูปแบบ (Inter-Modal Trans-Shipment Facility) เช่น การเปลี่ยนถ่ายจากการขนส่งโดยรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ มาเป็นรถบรรทุกขนาดเล็ก หรือจากการขนส่งจากรถไฟ มาเป็นรถบรรทุก ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สินค้าและบริการเคลื่อนที่และส่งมอบให้กับลูกค้าปลายทางได้อย่างเหมาะสมตามสภาพของแต่ละท้องถิ่น
       3. ศูนย์กระจายสินค้าจะทำหน้าที่เป็นจุดเก็บสินค้า (Storage Facility) เพื่อเป็นที่เก็บสินค้าในการนำส่งต่อไปยังลูกค้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดระยะทางและเวลาในการนำส่ง โดยปกติการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าของผู้ประกอบการค้าส่ง และค้าปลีกขนาดใหญ่ มักจะกำหนดพื้นที่ในการจัดตั้งศูนย์โดยแบ่งเป็นเขตหรือ โซน แต่ละเขต หรือโซนจะรับผิดชอบพื้นที่การให้บริการลูกค้า โดยมีกำหนดระยะเวลาในการดำเนินงานสั้น ๆ เพื่อให้ทันเวลา สามารถส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้อย่างสม่ำเสมอ
       4. จุดให้บริการด้านการผลิต (Manufacturing related Services) และ บริการด้านโลจิสติกส์ (Logistics related Services) เป็นการให้บริการที่เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า สำหรับการบริการด้านการจัดการที่อยู่ในศูนย์กระจายสินค้ามักจะเป็นการดำเนินกิจกรรม ง่าย ๆ เช่น การบรรจุหีบห่อ ที่เหมาะสม และนำส่งให้กับลูกค้าปลายทางตามความต้องการ
   โดยทั่วไปกิจกรรมพื้นฐานภายในคลังสินค้าจะประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมในการรับสินค้า (receiving) กิจกรรมในการเก็บสินค้าเข้าชั้นวาง (Put-away or Transfer/Bulk storage) และกิจกรรมในการจ่ายสินค้าหรือหยิบสินค้า (Order Picking) สำหรับศูนย์กระจายสินค้าจะมีกิจกรรมพิเศษเพิ่มเติม คือ กิจกรรมในการคัดแยกหรือแปลงหน่วย (Selection or Let down) เพื่อแยกสินค้าเป็นหน่วยย่อย และบรรจุลงในหีบห่อใหม่สำหรับจัดส่งให้กับร้านค้าปลีกที่เป็นสาขาทั่วไป

การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคลังสินค้ากับศูนย์กระจายสินค้า

คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า
1. ใช้ได้กับการดำเนินกิจการทุกประเภท 1. ใช้ได้เฉพาะกับกิจการค้า ที่เป็นกิจการจำหน่ายสินค้าให้แก่ลูกค้าจำนวนมาก และมีสาขากระจายกันทั่วไป
2. สามารถเก็บรักษาสินค้าได้ทุกประเภท 2. เก็บรักษาสินค้าได้เฉพาะประเภท และเน้นสินค้าที่เป็นความต้องการของตลาด เหมาะสำหรับสินค้าอุปโภค บริโภคทั่วไป
3. ขั้นตอนในการดำเนินงานจะยาว มักประกอบด้วย การรับ การจัดเก็บ การจัดส่ง 3. ลดขั้นตอนการดำเนินงานมีการดำเนินงานโดยนำระบบ Cross Docking หรือการส่งข้ามฟากท่ามาใช้กล่าวคือในบางครั้งจะลดขั้นตอนการจัดเก็บ เมื่อนำสินค้าเข้าประตูหน้า อาจส่งสินค้าออกทันทีในวันเดียวกัน ลดต้นทุนการจัดเก็บสินค้าลง
4. เป็นกิจการคลังสินค้าเอกชน และคลังสินค้าสาธารณะก็ได้ 4. เป็นคลังสินค้าเอกชนเท่านั้น
5. เทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในขั้นต่ำกว่า 5. มีการควบคุมการดำเนินงานโดยใช้เทคโนโลยีตั้งแต่ขั้นตอนการรวบรวมคำสั่งซื้อ สั่งซื้อ รอรับสินค้า แยกแยะสินค้า จนถึงการนำส่ง โดยใช้ Software เฉพาะของแต่ละกิจการ ใช้ Barcode เข้ามาช่วยในการดำเนินการมากกว่าคลังสินค้าทั่วไป
6. มีกิจกรรมในการดำเนินงานหลักเพียง 3 กิจกรรม คือ การรับ การจัดเก็บ และการจัดส่ง 6. มีกิจกรรมในศูนย์กระจายสินค้าจะมีกิจกรรมมากกว่ากิจกรรมในคลัง โดยกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นคือ กิจกรรมในการคัดแยกหรือแปลงหน่วย เพื่อแยกสินค้าเป็นหน่วยย่อย และบรรจุลงหีบห่อใหม่สำหรับการจัดส่งให้กับร้านค้าปลีกสาขาทั่วไป

ที่มา http://logistics-nvc.net

จำนวนผู้ชม 20930 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ