ศุกร์, 19 ก.ย. 2014
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 68 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้2878
mod_vvisit_counterเมื่อวาน3361
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้19325
mod_vvisit_counterสับดาห์ที่แล้ว25100
mod_vvisit_counterเดือนนี้66025
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว80979
mod_vvisit_counterทั้งหมด5328777

Online (20 minutes ago): 151
Your IP: 54.161.200.144
,
Now: 2014-09-19 22:48
การขนส่งผักให้กับห้างแม็คโครโดยผู้ประกอบการรายย่อย
User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด 
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม 2011 เวลา 14:41 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย นางสาวชนิกานต์ กมลสุข
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม
สาขาการจัดการโลจิสติกส์

     ผักนับเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศไทยทั้งในด้านการบริโภคและการส่งออก รศ.นพ.วิชัย เอกพลากร ผู้อำนวยการสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย (สสท.) ภายใต้การสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยว่าจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายและสัมภาษณ์จำนวนผู้ชายและผู้หญิงอายุ 15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศพบว่าผู้ชายบริโภคผักและผลไม้โดยเฉลี่ย 268 กรัมต่อวัน และผู้หญิงบริโภคโดยเฉลี่ย 283 กรัม  และเมื่อสำรวจต่อไปยังพบว่ายิ่งอายุมากขึ้นกลับมีระดับการบริโภคผักและผลไม้ยิ่งลดลง ทั้งนี้เกณฑ์มาตรฐานของการบริโภคผักและผลไม้ที่เพียงพอต่อร่างกายในแต่ละวันไม่ต่ำกว่า 400 กรัมต่อวัน แต่ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าคนไทยยังมีการบริโภคผักและผลไม้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งผักผลไม้มีกากใย วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมาก จากการวิจัยยังพบว่าการบริโภคผักผลไม้อย่างเพียงพอจะทำให้โอกาสการเกิดโรคต่างๆ น้อยลงด้วย โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และหลอดเลือดสมองลดลงได้
     ดังนั้นรัฐบาลจึงมีการสนับสนุนส่งเสริมให้คนไทยกินผักกันมากขึ้นโดยพยายามกระจายผักให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นตามตลาดสด ห้างสรรพสินค้าต่างๆ และการที่จะกระจายผักไปตามสถานที่ต่างๆ ได้นั้นต้องมีการขนส่งเข้ามาด้วย ทั้งนี้เนื่องจากผักเป็นสินค้าที่บอบช้ำและเน่าเสียได้ง่าย หากการบรรจุหีบห่อไม่ดี หรือขาดความระมัดระวังในการขนส่ง  ดังนั้นการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับสินค้าประเภทนี้ ลักษณะความรุนแรงทางกายภาพที่พบระหว่างการขนส่งผักและมีผลกับคุณภาพของผัก แบ่งได้เป็น 3 ประเภท
        1. การกดทับ   การกดทับที่มีต่อบรรจุภัณฑ์ที่ไม่แข็งแรงพอ อาจทำให้ผักบอบช้ำได้ง่าย  การกดทับเกิดจากการบรรจุผักมากจนเกินไปและการจัดวางที่ไม่เหมาะสม การเรียงซ้อนกันหลาย ๆ ชั้นทำให้สินค้าที่อยู่ข้างล่างได้รับความเสียหาย  
        2. การกระแทกในระหว่างการขนส่งกล่องผัก เกิดจากการโยนหรือกระแทกกับกล่องอื่น หรือตกกระแทกพื้น  เป็นสาเหตุที่ส่งผลให้ผักเกิดการเน่าเสียได้ 
        3. การสั่นสะเทือน  เกิดจากการสั่นสะเทือนของพาหนะที่ใช้ขนถ่ายระหว่างการขนส่ง  การสั่นสะเทือนจะทำให้เกิดการเสียดสีระหว่างผักด้วยกันหรือการเสียดสีระหว่างผักกับบรรจุภัณฑ์ก่อให้เกิดรอยช้ำได้

ความต้องการในการบรรจุผลิตผลชนิดต่างๆ
ลักษณะตามธรรมชาติของผัก 
    ลักษณะเฉพาะของผักแต่ละชนิด เช่น รูปร่าง ขนาด  มีผลกับการเน่าเสียของผักในระหว่างการขนส่ง เช่น ขนาดของผลิตผล ถ้าผลิตผลขนาดใหญ่จะต้องการบรรจุภัณฑ์ที่แข็งแรงกว่าผลิตผลขนาดเล็ก นอกจากนี้ผลิตผลที่มีน้ำหนักมากควรใช้ความพิถีพิถันในการจัดวางเพื่อไม่ให้น้ำหนักของตัวผลิตผลเองทำให้ผลิตผลบอบช้ำ เพราะฉะนั้นการเลือกบรรจุภัณฑ์จึงต้องคำนึงถึง ขนาดและรูปร่างของผลิตผล  และอีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงด้วยคือการจัดวางที่ช่วยประหยัดพื้นที่ในการบรรจุและง่ายต่อการขนส่ง   การเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีรวิทยามีผลกับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ เช่น หน่อไม้ฝรั่งซึ่งภายหลังการเก็บเกี่ยวจะมีการเจริญเติบโตอีก ดังนั้นการเลือกบรรจุภัณฑ์จึงต้องเผื่อพื้นที่สำหรับการเจริญเติบโตด้วย สำหรับผลิตผลที่มีผิวบางยังต้องระวังการเกิดบาดแผลจากตัวบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เองด้วย เช่น การบรรจุในเข่งไม้ไผ่อาจต้องมีใบตองหรือกระดาษบุที่ผนังก่อนบรรจุเพื่อป้องกันการเกิดบาดแผล
ความต้องการให้ความเย็น
     เนื่องจากการลดอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาคุณภาพของผักในระหว่างการขนส่ง ซึ่งการทำความเย็นก็มีหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำแข็ง การใช้อากาศเย็น แต่ทั้งนี้ในการทำความเย็นให้มีประสิทธิภาพดีต้องอาศัยบรรจุภัณฑ์ที่เอื้ออำนวยต่อการทำความเย็นด้วย  เช่น ในการทำความเย็นโดยผ่านตัวกลางอากาศนั้น บรรจุภัณฑ์ที่ใช้จะต้องมีลักษณะเอื้ออำนวยต่อการผ่านของอากาศอย่างทั่วถึง โดยต้องมีการเจาะรูรอบๆบรรจุภัณฑ์อย่างเพียงพอที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ได้รับอากาศเย็นอย่างทั่วถึง
 ความต้องการในการปกป้องจากการสูญเสียน้ำ 
     ผักส่วนใหญ่จะมีองค์ประกอบเป็นน้ำและเกิดการสูญเสียน้ำได้ง่าย ซึ่งการสูญเสียน้ำมากอาจทำให้ผักเหี่ยวได้  ดังนั้นบรรจุภัณฑ์ต้องมีส่วนช่วยรักษาน้ำให้ด้วย  ซึ่งจะเห็นว่ามีความขัดแย้งกับความต้องการการทำให้เย็นของผลิตผล  เพราะฉะนั้นในการออกแบบบรรจุภัณฑ์จะต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้งสองควบคู่กันไปด้วย การจัดให้มีความพอดีไม่ใช่เรื่องง่ายจึงอาจใช้วิธีการอื่นๆช่วยด้วยเช่น การเคลือบผิวผลิตผล หรือการเคลือบด้วยพลาสติก ซึ่งต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม   ในส่วนของผักบางชนิด เช่น หอม กระเทียม มีการเก็บรักษาที่แตกต่างไป คือต้องการเก็บรักษาในที่ที่มีความชื้นต่ำ เพราะฉะนั้นจะต้องออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถถ่ายเทความชื้นได้ดี

ชนิดบรรจุภัณฑ์สำหรับผักที่ใช้ในการขนส่ง
     1. เข่งไม้
         เข่งไม้ไผ่เป็นบรรจุภัณฑ์พื้นบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายภายในประเทศเนื่องจาก  ราคาถูก หาซื้อได้ง่าย   เข่งสามารถบรรจุผลิตผลทางการเกษตรได้ทุกชนิด  กันน้ำ และช่วยระบายอากาศได้  มีรูปทรงหลายแบบเช่น  แบบปากกว้าง หรือแบบสอบเรียวลง เข่ง มีข้อเสียคือ  มีโครงสร้างไม่แข็งแรง  ทำให้ผลิตผลได้รับการกระทบกระเทือนง่าย  นอกจากนี้เข่งยังอาจทำลายผิวของผัก โดยเฉพาะ ผัก ที่มีผิวบาง  การจัดเรียงเพื่อการขนส่งทำได้ยาก  
     2. กล่องกระดาษลูกฟูก
         ปัจจุบันกล่องกระดาษลูกฟูกเป็นภาชนะที่นิยมใช้บรรจุผลิตผลทางการเกษตรเพิ่มขึ้น แบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ  แบบฝากล่องสวมทับตัวกล่องและแบบธรรมดา ขนาด ความจุและความแข็งแรง แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวัสดุและโครงสร้างที่ใช้  
         กล่องกระดาษลูกฟูกมีข้อดี คือ มีผิวเรียบไม่ทำความเสียหายกับผลิตผล ช่วยป้องกันการกระแทก  อีกทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมโดยสามารถนำกลับมาเข้ากระบวนการผลิตใหม่ได้  แต่ข้อเสียของกล่องกระดาษลูกฟูกคือ ไม่ทนน้ำ ต้องใช้ความระมัดระวังเรื่องความชื้น  การระบายอากาศระบายได้เฉพาะบริเวณที่มีการเจาะรู   การใช้กล่องกระดาษลูกฟูกอาจมีการประยุกต์ ใช้แผ่นกระดาษลูกฟูกในรูปแบบของการขัดเป็นไส้กล่อง เพื่อป้องกันการสัมผัสโดยตรงของผัก  ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับตัวกล่องลูกฟูก และช่วยป้องกันความเสียหายจากการกระแทกได้อีกด้วย 
     3. ภาชนะพลาสติกแบบคงรูป
         พลาสติกเข้ามามีบทบาทกับบรรจุภัณฑ์ผักมากขึ้นเนื่องจาก คุณสมบัติที่ดีของพลาสติกคือ ความแข็งแรง ทนทาน  วางซ้อนได้ดี  ทนต่อความชื้นและเปียกน้ำได้  ผิวภายในเรียบไม่ทำลายผลิตผล  ทำความสะอาดง่าย สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ แต่พลาสติกมีราคาค่อนข้างสูงจึงเหมาะสมกับการใช้เป็นบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน  วัสดุผลิตมาจาก polyethylene นอกจากนี้ยังมีจำพวกที่มีลักษณะเป็นโฟม ทำจาก polystyrene ซึ่งมีลักษณะเป็นรูพรุนเหมาะสำหรับใช้เป็นวัสดุกันกระแทก
     4. ภาชนะไม้
          ไม้ที่นำมาใช้ผลิตเป็นภาชนะควรเป็นไม้ที่มีราคาถูก  วัสดุหาง่าย และสะดวกต่อการใช้งาน ตัวอย่างของไม้ที่มีการใช้ได้แก่  ไม้ยาง  ไม้เนื้ออ่อน  ไม้อัด  ข้อดีของภาชนะไม้คือ มีความแข็งแรง ทนทานต่อการวางซ้อน  สามารถออกแบบให้อากาศถ่ายเทได้ตามต้องการ  ทนต่อความชื้นและเปียกน้ำได้แต่ต้องระวังการเกิดเชื้อรา  สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้  ส่วนข้อเสียของภาชนะไม้คือ ผิวภายในแข็งและหยาบอาจทำความเสียหายต่อผักได้  การขึ้นรูป  การเก็บรักษา การขนย้าย และการพิมพ์ข้อความทำได้ยาก  ภาชนะไม้ที่นำมาใช้ควรมีความชื้นไม่เกิน ร้อยละ 20  และปราศจากเชื้อรา หากใช้การอบน้ำยาต้องสะอาดและไม่มีสารเคมีตกค้าง หากอยู่ในสภาพไม่ดีไม่ควรนำกลับมาใช้อีก
     5. โฟม
          ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทหนึ่ง ที่ผ่านปฏิกิริยาทางเคมีต่างๆ    โดยพลาสติกที่นิยมนำมาใช้ในการผลิตโฟมมีหลายชนิดที่นิยมที่สุด คือ PS ซึ่งจะเรียกว่า Polystyrene ที่ขยายตัวแล้ว expanded polystyrene หรือ เรียกย่อๆ ว่า EPS    เนื่องจากโฟมมีคุณสมบัติเด่นเหนือวัสดุอื่นตรงที่มีความหนาแน่นต่ำ มีความยืดหยุ่นป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดี อีกทั้งขึ้นรูปให้เป็นรูปทรง ต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งใช้เงินทุนไม่สูงมากนัก ดังนั้นบรรจุภัณฑ์ชนิดโฟมจึงเป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน สำหรับโฟมที่นิยมใช้กับผัก คือ  โฟมชนิดถาดแบน  ซึ่งเวลาใช้จะมีการห่อรัดด้วยฟิล์มยืดใสที่ทำมาจาก Polyvinylchloride หรือเรียกย่อ ๆ ว่า PVC เพื่อป้องกันฝุ่นละออง และช่วยเก็บรักษาความสดไว้ในระยะเวลาสั้นๆ   โฟมถือเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการอำนวยความสะดวกในการขายปลีกมากกว่าประโยชน์ด้านการขนส่งหรือการป้องกันการกระทบกระเทือน
     6. ผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษขึ้นรูป (Moulded Pulp Containers)
           เยื่อกระดาษขึ้นรูป  หมายถึงวัสดุหรือภาชนะบรรจุสามมิติที่ทำจากการขึ้นรูปของเยื่อกระดาษให้เป็นรูปร่างตามต้องการ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเศษกระดาษเหลือใช้ที่มีเยื่อบริสุทธิ์ผสมอยู่บ้าง  สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารส่วนใหญ่จะใช้กระดาษที่มีคุณภาพสูง และไม่เปื้อนหมึกพิมพ์ เช่น กระดาษที่ได้จากการตัดขอบกระดาษของโรงงานผลิตกระดาษ เป็นต้น  เยื่อกระดาษขึ้นรูป มักจะนำมาใช้เป็นวัสดุกันกระแทก  วัสดุช่วยบรรจุหรือภาชนะบรรจุสินค้าที่บอบบาง แตกหักง่าย เพื่อช่วยในการขนส่ง 
       บรรจุภัณฑ์ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการบรรจุสำหรับผักเท่านั้น  แต่ยังมีบรรจุภัณฑ์อีกมากมายที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้  โดยการเลือกใช้ต้องพิจารณาถึงลักษณะของผักแต่ละชนิด   ลักษณะการขนส่ง และกฎระเบียบของแต่ละประเทศในกรณีที่ต้องมีการส่งออก   ทั้งนี้บรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทผักถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งผลกระทบโดยตรงกับอายุของผลิตภัณฑ์ จึงต้องมีการพิถีพิถันเลือกใช้มากกว่าผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ เพื่อให้ผักมีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานและมีคุณภาพก่อนจะส่งถึงมือผู้บริโภค
       การขนส่งผักให้กับทางแม็คโครนั้น จะจัดส่งไปที่นิคมอุตสาหกรรมทีพาร์ค อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา มีการสร้างศูนย์กระจายสินค้าระบบอัตโนมัติในรูปแบบ Cross Dock Distribution Center เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการระหว่าง supplier กับสาขาให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้นและการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน โดยการตั้งศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้เพื่อช่วยให้มีการกระจายสินค้าแบบวันต่อวัน  ลดปริมาณการสต๊อกสินค้า โดยแม็คโครจะใช้บริการจาก บริษัทดีเอชแอลซัพพลายเชน ในการบริหารจัดการคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์

ขั้นตอนการขนส่งผักจากซัพพลายเออร์ไปยังศูนย์กระจายสินค้า
      1. เมื่อ supplier ทำการติดต่อทำสัญญากับแม็คโครเรียบร้อยแล้ว และ supplier เป็นผู้เสนอว่ามีสินค้าชนิดใดบ้างจากนั้นต้องมีการประมูลราคากับ supplier รายอื่นๆ ซึ่งเมื่อประมูลจนได้ราคาที่ต่ำกว่า supplier รายอื่นๆ แล้ว supplier รายนั้นก็จะได้รับมอบหมายจากทางแม็คโครให้ทำการจัดส่งสินค้า แต่ถ้า supplier รายนี้ต่อรองราคาสูงกว่ารายอื่นๆ ทางแม็คโครก็อาจจะมีการแฟกซ์ใบต่อรองราคา เพื่อต้องการราคาที่เหมาะสมทั้งsupplier และทางแม็คโครเอง
      2. เมื่อทำการตกลงราคากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางฝ่ายจัดซื้อของแม็คโครจะแฟกซ์รายการสั่งซื้อมาให้ supplier ล่วงหน้า 1 วัน โดยในเอกสารจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของผักแต่ละชนิด  การบรรจุ ระดับคุณภาพของผักที่ต้องการ ขนาด/รูปร่างมาตรฐาน โดยผักแต่ละชนิดจะมีการบรรจุที่แตกต่างกัน เช่น ใส่ถุง ใส่โฟม และมีการกำหนดน้ำหนักด้วยว่าแต่ละบรรจุภัณฑ์ต้องมีน้ำหนักเท่าไหร่
      3. เมื่อ supplier ทำการแพคสินค้าตามที่แม็คโครกำหนดเรียบร้อยแล้ว จึงนำบรรจุภัณฑ์ที่ได้ใส่ในตะกร้า โดยลักษณะของตะกร้าต้องเป็นไปตามที่แม็คโครกำหนด
      4. การจัดส่งผักที่ศูนย์กระจายสินค้า คือ ขนตะกร้าที่ใส่บรรจุภัณฑ์เรียบร้อยแล้วใส่ในรถกระบะ แล้วขนส่งไปที่ศูนย์กระจายสินค้า
      5. เมื่อถึงศูนย์กระจายสินค้า supplier ยื่นใบ P/O ให้กับเจ้าหน้าที่ประสานงานของ DHL แล้ว พนักงานก็จะยื่นเอกสารให้ ต่อมาจะมีเจ้าหน้าที่มานับจำนวนตะกร้าที่จัดส่งเข้ามา เมื่อนับเสร็จแล้วจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพสินค้า (QC) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของทางแม็คโคร เข้ามาตรวจสอบว่ามีคุณภาพครบตามที่กำหนดไว้หรือไม่ ต่อมาไปที่จุดชั่งโดยเริ่มตั้งแต่การจัดเรียงผักใส่ตะกร้าซึ่งผักแต่ละชนิดในเอกสารที่ให้มาจะระบุว่าต้องส่งให้สาขาใดบ้าง จำนวนเท่าไหร่ ต่อมามีพนักงานนำตะกร้าที่ใส่ผักมาชั่งเพื่อดูว่าได้น้ำหนักตามที่กำหนดหรือไม่ แล้วนำตะกร้าใส่ pallet เพื่อแยกไปตามสาขาต่างๆ จากนั้นรอใบรับตะกร้า เมื่อรับตะกร้าเรียบร้อยแล้วรอบิลเป็นอันเสร็จขั้นตอนของ supplier
      6. จากนั้นพนักงานนำ pallet ของ supplier แต่ละรายโดยนำมารวมกันในแต่ละสาขาที่แยกไว้ เมื่อรถของ DHL มาถึงเจ้าหน้าที่จะนำ pallet ขึ้นรถ โดยแต่ละตะกร้าของ supplier แต่ละรายจะแปะชื่อไว้ เพราะเวลาที่สินค้ามีปัญหาจะได้เคลมกับ supplier รายนั้นๆ ได้ ต่อมาเจ้าหน้าที่จะตรวจเช็คสินค้าอีกครั้งหนึ่งโดยจะทำการนับจำนวนตะกร้า เมื่อนำ pallet ขึ้นรถเรียบร้อยแล้วโดยแต่ละคันจะเป็นของแต่ละสาขา แต่มีบางคันจะมีหลายๆสาขารวมกันซึ่งจะเป็นสาขาที่ใกล้ ๆ กันและมีปริมาณการส่งไม่มากนัก เมื่อทำการตรวจสอบเรียบร้อยแล้วรถแต่ละคันจะจัดส่งตามสาขาต่างๆที่ได้วางแผนไว้ โดยใช้รถห้องเย็นในการขนส่ง  

เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในศูนย์กระจายสินค้า
    การนำเทคโนโลยี RF (Radio Frequency) เข้ามาช่วยทำให้ระบบการคัดแยกสินค้ารวดเร็วยิ่งขึ้น โดยสูงสุดไม่เกิน 24 ชั่วโมง และน้อยที่สุดไม่ถึง  3 ชั่วโมง อีกทั้งยังเพิ่มความแม่นยำ โดยลักษณะการทำงานคือการรวมออร์เดอร์ และแยกตามบาร์โค้ดที่ติดมากับสินค้า เมื่อสินค้าวิ่งบนสายพานผ่านตัวสแกนเนอร์จะถูกจับตำแหน่งจากบาร์โค้ดที่ติดบนกล่อง และถูกดันสู่สายพานทางแยกเมื่อถึงสาขาที่ระบุไว้ ด้วยการรองรับเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารจากคลื่นวิทยุ (Radio  Frequency-RF) ทำให้สามารถบริหารจัดการคลังสินค้าได้สะดวก และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ซึ่งเทคโนโลยีของ RF นั้นมีการใช้แรงงานคนเข้ามาช่วยด้วย ทำให้มีความแม่นยำมากขึ้น

การสัมภาษณ์ผู้ประกอบการรายย่อยที่ขนส่งผักให้กับห้างแม็คโคร
คำถาม : ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดในกระบวนการขนส่ง
คำตอบ :
    1. สภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้อุณหภูมิสูงจนเกินไปจนทำให้พืชผักบางชนิดเกิดการเหี่ยวเฉาได้
    2. การบรรจุเกินขนาด ทำให้ผักเกิดแรงดันระหว่างกันเกิดการอัดของน้ำหนักทำให้ผักบางชนิด ช้ำ และเสียรูปได้  เมื่อจัดส่งไปที่ศูนย์กระจายสินค้าพนักงาน QC ตรวจเช็คคุณภาพสินค้าแล้วผักนั้นไม่ผ่าน QC ได้ เกิดการส่งคืน
    3. พาหนะที่ทางบริษัทใช้ในการขนส่งคือรถกระบะ ซึ่งในบางวันสภาพอากาศแปรปรวนทำให้เกิดฝนตก และไม่ได้คลุมผ้าใบไว้ ผักเกิดความเปียกชื้นจากการโดนฝน ส่งผลให้เกิดความเสียหายได้
    4. ปัญหาการจราจรบางวันเกิดอุบัติเหตุรถชนหรือปัญหาสภาพการจราจรติดขัดทำให้บางครั้งการวางแผนด้านเวลาผิดพลาดส่งผลให้เกิดการขนส่งไม่ทันเวลาได้
คำถาม : อุปสรรคในการต่อรองกับแม็คโครและการแข่งขันกับ supplier รายอื่น
คำตอบ : บางครั้งต้นทุนของผักมีราคาสูงเนื่องจากราคาหน้าฟาร์มที่ทางบริษัทรับซื้อมาราคาสูงกว่าที่แม็คโครกำหนด หรือบางครั้งราคาหน้าฟาร์มต่ำกว่าแต่เมื่อรวมกับต้นทุนอื่น ๆ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าแรงงานลูกจ้าง ทำให้ต้นทุนสูงกว่า จึงเกิดการต่อรองราคากัน ถ้าในช่วงนั้นคู่แข่งน้อยเราก็มีอำนาจต่อรองได้มากกว่า แต่ถ้ามีคู่แข่งเยอะบางทีต้องยอมขาดทุนลดราคาให้ต่ำกว่า supplier รายอื่นเพื่อให้ได้เป็นผู้ส่งสินค้า เพื่อผลประโยชน์ในอนาคต
คำถาม : ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขนส่งผักไม่ตรงเวลา
คำตอบ : ความเสียหายจากการขนส่งผักไม่ตรงเวลานั้นจะเป็นเพียงการตักเตือนจากพนักงานของทางแม็คโครเท่านั้นไม่ถึงขั้นโดนปรับ แต่ถ้ามาถึงช้ามากจนรถออกไปก่อนทำให้ส่งสินค้าไม่ทัน ซึ่งทำให้เกิดภาวะการขาดทุนอย่างมาก ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดจากรถติด ลูกจ้างขาดงาน ความผิดพลาดในการวางแผนด้านเวลา
คำถาม : ในการขนส่งผักให้กับแม็คโครจำเป็นที่จะต้องควบคุมอุณหภูมิในระหว่างการขนส่งหรือไม่
คำตอบ : การขนส่งผักให้กับแม็คโครนั้นผักบางชนิดมีความจำเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิโดยใช้รถห้องเย็น  โดยเฉพาะการขนส่งจาก supplier ที่มีระยะทางเดินทางไกล เช่น การขนส่งของโครงการหลวง จังหวัดเชียงใหม่  โดยใช้รถห้องเย็นขนส่งผักทุกชนิด เช่น กะหล่ำปลี ผักกาด มะเขือเทศ และผักที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น Italian basil อะโวคาโด มะเขือเทศ ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศนิวซีแลนด์ และการขนส่งผักจำพวก หัวหอม กระเทียม นั้นต้องขนส่งในรถที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี ความชื้นต่ำ แต่ในส่วนของทางบริษัทนั้นคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เพราะระยะทางในการขนส่งไม่ไกลมากนัก จึงไม่คุ้มกับเงินที่ต้องลงทุน
คำถาม :  การนำ cross docking มาใช้ในศูนย์กระจายสินค้ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง
คำตอบ : การนำ cross docking มาใช้คิดว่ามีประโยชน์มาก เพราะเป็นการช่วยให้ supplier ทุกราย สามารถลดต้นทุนในการจัดส่งผักไปยังสาขาต่างๆ ด้วยตนเอง สามารถจัดส่งได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น  และยังช่วยลดความเสียหายของผักที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย เนื่องจาก supplier จะส่งผักมาที่ศูนย์กระจายสินค้าจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ DHL จะทำการคัดแยกสินค้าและแยกแต่ละสาขาด้วยว่าแต่ละสาขามี order ผักอะไรบ้างเมื่อเสร็จขั้นตอนแล้วจึงทำการขนผักขึ้นรถของแต่ละสาขาแล้วทำการขนส่งกระจายเข้าสู่แม็คโครสาขาต่าง ๆ

ข้อมูลอ้างอิง
   [1] สวรส.เผยคนไทยยี้ผักผลไม้ เห่อฟาสต์ฟู๊ด ต้นตอโรคอ้วนhttp://www.arip.co.th/businessnews.php?id=412247
   [2] บรรจุภัณฑ์สำหรับผักและผลไม้ http://www.nfi.or.th/food-technology-news/print/fruit-package.html
   [3] แมคโคร บริหารจัดการ Cross Dock รวดเร็ว ลดต้นทุน  http://www.cioworld.in.th/index.php?option=com_content&view=article&id=240:--cross-dock--&catid=38:bizidea&Itemid=47
   [4] บรรจุภัณฑ์ผักผลไม้  http://www.phtnet.org/article/view-article.asp?aID=23
   [5] การสัมภาษณ์ผู้ประกอบการรายย่อยที่ขนส่งผักให้กับห้างแม็คโคร วันที่ 24 ก.ค. 2553


เอกสารเผยแพร่โดย www.logisticscorner.com


จำนวนผู้ชม 17165 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ