พฤหัสบดี, 31 ก.ค. 2014
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 44 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1839
mod_vvisit_counterเมื่อวาน2394
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้12320
mod_vvisit_counterสับดาห์ที่แล้ว19027
mod_vvisit_counterเดือนนี้75361
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว79250
mod_vvisit_counterทั้งหมด5181135

Online (20 minutes ago): 106
Your IP: 54.204.142.143
,
Now: 2014-07-31 18:27
แนวทางการจัดส่งสินค้าให้กับร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
วันจันทร์ที่ 27 กันยายน 2010 เวลา 22:50 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

Transportation Model for Fast Food Restaurants

โดยนงลักษณ์ รุ่งเรืองพลางกูร
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

     ประเทศไทยมีการเติบโตทางด้านธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นอย่างมากตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของธุรกิจดังกล่าวเราสามารถสังเกตเห็นได้จาก ร้านอาหารที่ใช้ตราสินค้าใหม่ ซึ่งเคยเปิดตัวในต่างประเทศ และมาทำการขยายสาขาในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตราที่มาจากทางประเทศตะวันออก, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, สหรัฐอเมริกา, สิงคโปร์ ก็ตาม ส่วนร้านอาหารที่ดำเนินกิจการอยู่แล้วนั้นก็มีการเพิ่มจำนวนสาขาเพื่อให้บริการและตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือหัวเมืองใหญ่ๆ ที่มีประชากรอาศัยอยู่จำนวนมาก อาทิเช่น เชียงใหม่, ภูเก็ต, อุดรธานี, ชลบุรี, สงขลา เป็นต้น
     การขยายตัวของธุรกิจส่งผลให้เกิดการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพของสินค้า, ความหลากหลายของรายการอาหาร, ชื่อเสียงของร้านอาหาร, การให้บริการที่ดีและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ตรงตามเวลา ซึ่ง ณ ปัจจุบันธุรกิจเหล่านี้จึงต้องอาศัยช่องทางการสั่งซื้ออาหารที่เรียกว่า CALL CENTER ซึ่งนิยมใช้หมายเลขโทรศัพท์เพียง 4 ตัว เท่านั้น เพื่อให้สามารถจดจำได้ง่าย อาทิเช่น 1112 THE PIZZA COMPANY, SWENSEN’S และ BURGER KING, 1145 CHESTER’S GRILL, 1344 S&P DELIVERY, 1711 McDonalds เป็นต้น แล้วจัดส่งอาหารให้ลูกค้าภายในเวลา 30-45 นาที และขอบเขตการจัดส่งที่กำหนดไว้โดยใช้รถมอเตอร์ไซด์สำหรับจัดส่ง
     เพื่อการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด บริษัทที่ทำธุรกิจนี้จึงต้องมีวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์สำหรับการผลิตอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โดยผ่านการบริหารเรื่องขนส่งสินค้าจากผู้ผลิตหรือคลังสินค้าเป็นอย่างดี ตรงตามวันและเวลาที่กำหนด ซึ่งบริษัทที่บริหารงานเพื่อธุรกิจฟาสต์ฟู้ดในประเทศไทย อาทิเช่น LINFOX บริหารงานให้กับ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), HAVI FOOD SERVICES บริหารงานให้กับ บริษัท แมคไทย จำกัด เป็นต้น ต้องมีความสามารถในการบริหารเรื่องระดับของสินค้าคงคลัง, สั่งซื้อสินค้าเพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากสาขา และจัดส่งสินค้าให้กับสาขาตามที่กำหนด ซึ่งการจัดส่งนั้นมักจะแยกอุณหภูมิของรถขนส่งสินค้าออกเป็น 3 อุณหภูมิด้วยกัน คือ อุณหภูมิห้องหรือที่ไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส (AMBIENT), อุณหภูมิห้องเย็นปกติ 2-4 องศาเซลเซียส (CHILL) และอุณหภูมิห้องแช่แข็งที่ต่ำกว่า –18 องศาเซลเซียส เพื่อให้สามารถคงคุณภาพของสินค้าไว้ได้ตามมาตรฐานหรือ Specification ของสินค้าที่กำหนดไว้กับคู่ค้า
     เมื่อเราทราบแล้วว่ารถขนส่งสินค้าสำหรับร้านอาหารนี้ มีอุณหภูมิของการจัดส่งใน สามรูปแบบ เราจะต้องพิจารณาเรื่องสินค้าที่จะต้องจัดส่งออกไปยังสาขาต่างๆ เพื่อให้สภาพสินค้ายังอยู่ในมาตรฐานที่กำหนด เราจึงสามารถแบ่งรูปแบบของรถขนส่งสินค้าได้ตามอุณหภูมิการเก็บ และอายุสินค้า ดังต่อไปนี้
         1) อุณหภูมิห้องปกติ หรือที่ไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มบรรจุภัณฑ์เช่น กล่องกระดาษ, กระดาษเช็ดมือ, ช้อนส้อมมีด, กระดาษห่อ, ถุงพลาสติก และอาหารแห้ง เช่น ซอสมะเขือเทศ, ซอสพริก, น้ำสลัด, เครื่องเทศต่างๆ, แป้งสาลี, ข้าว, เส้นพาสต้า, เครื่องปรุงบรรจุกระป๋อง หรือสินค้าที่มีอายุการเก็บสินค้าตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป 
         2) อุณหภูมิห้องเย็น ระหว่าง 2-4 องศาเซลเซียส โดยมากจะเป็นอาหารที่มีอายุสินค้าสั้น อยู่ระหว่าง 14-60 วัน ที่ต้องการความสดใหม่ตลอดเวลา เพราะผ่านเพียงการพาสเจอร์ไรซ์เท่านั้น เช่น นมสดพาสเจอร์ไรซ์, วิปปิ้งครีม, ไอศครีมซอฟท์เสริฟมิกซ์, ท้อปปิ้งสำหรับไอศครีม, น้ำสลัดซาวร์ครีม เป็นต้น การจัดส่งสินค้าลักษณะนี้ได้มีการติดตั้งเครื่องตรวจสอบอุณหภูมิไว้ภายในด้วยเพื่อให้เราสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิขณะทำการขนส่ง และตรวจสอบการทำงานของพนักงานที่อาจเผลอเรอทำการปิดเครื่องทำความเย็นได้ ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพของวัตถุดิบเสื่อมลงด้วย
         3) อุณหภูมิห้องแช่แข็ง อุณหภูมิระหว่าง (-18) ถึง (-25) องศาเซลเซียส สินค้าที่เป็นกลุ่มเนื้อสัตว์, ซุปหรือซอสแช่แข็ง, ผักหรือผลไม้แช่แข็ง, ไอศครีม, ท้อปปิ้งซอสสตรอเบอร์รี่หรือช็อกโกแลต, ชีส เป็นต้น ซึ่งอายุการเก็บสินค้ากลุ่มนี้จะอยู่ระหว่าง 3-12 เดือน ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของสินค้านั้นๆ อย่างไรก็ตาม รถขนส่งสินค้าต้องแยกกันระหว่างการขนส่งประเภทของคาว กับของหวาน เพื่อไม่ให้กลิ่นของอาหารส่งผลกระทบต่อกัน และมีการควบคุมตรวจสอบอุณหภูมิของรถขนส่งสินค้าเช่นเดียวกัน เพราะหากเกิดการละลายของสินค้ากลุ่มนี้จะไม่สามารถนำไปใช้ในการผลิตอาหารภายในร้านได้ ทำให้ต้องรอการส่งสินค้ากลับไปยังคลังสินค้าเพื่อเปลี่ยนสินค้ามาใหม่อีกรอบ ซึ่งสูญเสียเวลา, ค่าใช้จ่ายในที่สุด
     นอกจากเรื่องอุณหภูมิของรถขนส่งสินค้าที่ผู้ที่บริหารการขนส่งต้องดูแลแล้ว จะต้องทราบถึงเรื่องอายุสินค้าต่างๆ เมื่อส่งถึงร้านแต่ละสาขาด้วยว่ามีข้อกำหนดไว้เป็นเกณฑ์อย่างชัดเจน นอกเหนือจากการตรวจสอบคุณภาพสินค้าโดยรวมก่อนการรับสินค้ามาใช้ โดยแต่ละสาขาจะมีคู่มือสำหรับใช้ในการตรวจสอบอายุสินค้าก่อนการรับจากคลังสินค้า ตามตัวอย่างในตารางด้านล่างนี้เป็นต้น หากไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดนี้ รถขนส่งสินค้าจะต้องรับสินค้ากลับไปยังคลังสินค้าต่อไป ซึ่งการป้องกันมิให้เกิดปัญหาการคืนสินค้าเพราะจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น คลังสินค้าจะต้องตรวจสอบอายุของสินค้าก่อนการรับจากผู้ผลิต และตรวจสอบก่อนจัดสินค้าขึ้นรถขนส่งเพื่อส่งให้กับแต่ละสาขาทุกครั้ง
     ประการสำคัญของกระบวนการจัดส่งสินค้าให้กับสาขาต่างๆ ของร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด คือ เส้นทาง, วัน, เวลา, ความถี่ของการจัดส่งสินค้า ซึ่งตัวอย่างการจัดรอบความถี่ของรถขนส่งสินค้าของสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) และ สินค้าที่สามารถเก็บอุณหภูมิห้องปกติ (Dry Chain) มีรายละเอียดตามด้านล่างนี้

 
     หลักการในการจัดรอบรถนั้น สาขาที่อยู่ต่างจังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้จะจัดความถี่เป็น 2 ครั้งต่อเดือน, ภาคตะวันออก, กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะจัดความถี่เป็น 1 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ 4 ครั้งต่อเดือน เพื่อช่วยลดระดับสินค้าคงคลังและค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้าของร้านได้อีกทางหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม จะมีข้อยกเว้นเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีการจำหน่ายเร็วมาก เช่น ไอศครีม, ท้อปปิ้งนั้น เราจะเพิ่มรอบการจัดส่งมากขึ้นเฉพาะสาขาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็น 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ 12 ครั้งต่อเดือน แต่จะต้องมีสินค้าในปริมาณต่อคันรถเต็มทุกครั้ง
     การจัดรอบขนส่งสินค้าของแต่ละสาขาที่มีจำนวนมากถึง 600 สาขาต่อเดือนเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับการบริหารจัดการ โดยต้องจัดทำโปรแกรมการเดินรถขนส่งสินค้า หรือที่เรียกว่า MDS : MASTER DELIVERY SCHEDULE ขึ้นมา ประกอบกับความต้องการของสินค้าที่ผูกอยู่กับยอดการขายของแต่ละสาขาด้วย เพื่อให้สาขามีสินค้าใช้อยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม การจัดรถขนส่งจะไม่ถูกจัดแยกเป็นรายแบรนด์ของร้าน แต่จะจัดพร้อมกันขึ้นอยู่กับจังหวัด และ ภูมิภาคสถานที่ตั้ง นอกจากนี้ การทำ MDS นี้ ยังเกิดประโยชน์อีกด้านว่า กรณีที่สินค้าไม่เต็มคันรถ บริษัทจะสามารถบริหารจัดการให้มีสินค้าเต็มคันได้หรือที่เรียกว่า Truck Utilization สูงสุด และ จัดพนักงานขนส่งต่อคันรถได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมไปถึงการบริหารจัดการเรื่องจำนวนรถที่ต้องจ้างเพิ่มหรือลดลงในแต่ละสัปดาห์, แต่ละเดือน และใช้ในการวางแผนงบประมาณรายปีได้

ภาพแผนที่ประเทศไทยนี้แสดงให้เห็นถึง ตำแหน่งความหนาแน่นของสาขาร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่กระจายตัวอยู่ตามจังหวัดใหญ่ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

     การบริหารจัดการเรื่องขนส่งสินค้าแก่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด โดยใช้รถขนส่งของบริษัทเอง อาจไม่คุ้มทุน จึงทำให้ต้องมีการทำ outsource เรื่องการขนส่งออกไปบางส่วน โดยการใช้ Subcontractor เพราะค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลรักษารถสูงมาก ประกอบกับ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นมาก ซึ่งนับว่าเป็นการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ด้วยเช่นกัน
     สำหรับบทความเรื่อง แนวทางการจัดส่งสินค้าแก่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่ผู้เขียนได้หาข้อมูลจากบริษัทที่บริหารการขนส่งสินค้าโดยตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการทราบถึงส่วนสำคัญเกี่ยวกับ ปัจจัยใดบ้างที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินการขนส่งดังกล่าว โดยสรุปอย่างย่อแล้ว เราต้องคำนึงถึงเรื่องใหญ่ๆ เพียง 5 เรื่อง คือ
        1) RIGHT QUALITY : จัดส่งสินค้าได้ตามคุณภาพมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงอายุสินค้า
        2) RIGHT QUANTITY : จัดส่งสินค้าได้ตรงตามจำนวนที่ทางสาขาสั่งซื้อ
        3) RIGHT PLACE : จัดส่งสินค้าตรงตามสาขาที่สั่งซื้อ
        4) RIGHT TIME : จัดส่งสินค้าตรงตามวันและเวลาที่กำหนด
        5) RIGHT PRODUCT : จัดส่งสินค้าตรงตามรายการสินค้าที่สั่ง
     ซึ่งเป็นไปตามหลักการของ Supply Chain และ Procurement Management ส่วนหนึ่งด้วย

เอกสารอ้างอิง
    [1] F.Robert Jacobs, Richard B.Chase & Nicholas J.Aquilano, 2009, Operations And Supply Chain Management, Twelfth Edition, McGraw Hill/Irwin, Singapore, P.375
    [2] Gerard Cachon & Christian Terwiesch. 2009, Matching Supply with Demand, Second Edition, McGraw Hill/Irwin, Singapore, P.390-392
    [3] Marloes J.T. Claasen, Arjan J.Van Weele, Erik M.Van Raaji, 2008, “Performance Outcomes and Success Factors of Vendor managed Inventory (VMI)”, Supply Chain Management An International Journal, Vol.13, No.6, P.406-414
    [4] Transportation, 2009, http:// www1.nga.mil/kids/geoint/geography/PublishingImages/transportation.jpg [Online], Available : URL (03-Jul-09)
    [5] Transportation, 2009, http://www.atlp.org/pics/menage [Online], Available : URL (03-Jul-09)
    [6] LinFox, 2009, http:// www.jobthai.com/special_img/linfox2.gif [Online], Available : URL (03-Jul-09)
    [7] FedEx, 2009, http://yoolk.co.th/galleryimg/s/fedex-branded-fleet-2388 [Online], Available:URL (03-Jul-09)
    [8] DHL, 2009, www.edb.cz/grmat/obr/dhl-O4.jpg [Online], Available : URL (03-Jul-09)
    [9] Rujoran, 2009, http://www.rujoran.com/customize_0_5197_TH.html3[Online], Available : URL (03-Jul-09)
   [10] Minor Food Group, 2009, http://www.minorfoodgroup.com [Online], Available : URL (03-Jul-09)


เอกสารเผยแพร่โดย www.logisticscorner.com


จำนวนผู้ชม 6214 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ