จันทร์, 22 ธ.ค. 2014
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 61 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1184
mod_vvisit_counterเมื่อวาน2668
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้3852
mod_vvisit_counterสับดาห์ที่แล้ว22377
mod_vvisit_counterเดือนนี้72601
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว130534
mod_vvisit_counterทั้งหมด5671842

Online (20 minutes ago): 155
Your IP: 54.87.76.100
,
Now: 2014-12-22 12:32
ส่งอย่างไรให้ Just in Time
User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 
วันจันทร์ที่ 13 กันยายน 2010 เวลา 22:54 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย ศิริวรรณ โพธิ์ทอง
สาขาการจัดการโลจิสติกส์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    “ชิ้นส่วนของรถยนต์ที่เรานำเข้ามาจากต่างประเทศเดินทางโดยเรือขนส่งสินค้าจากนั้นก็ใช้รถขนส่งมายังศูนย์อะไหล่อีกที เรื่องความผิดพลาดในการขนส่งเป็นสิ่งที่ต้องระวังเลย ซึ่งวิธีนึงที่เราใช้ในการขนส่งชิ้นส่วนมาศูนย์อะไหล่ก็คือแบบ Door to Door ซึ่งเป็นปรับปรุงระบบ  Container การลำเลียงไปยังปลายทางภายในเส้นทาง และการบรรทุกที่กำหนดจะลดต้นทุนการลำเลียงซ้ำประหยัดต้นทุน และเวลา นอกจากนั้นบริการขนส่งแบบ Speed Door Delivery  จะช่วยลดความล่าช้าในการขนส่ง  โดยเฉพาะช่วง Peak Delivery จะช่วยลดความล่าช้าในการขนส่ง วิธีนี้เป็นอีกวิธีนึงที่ทำให้เราสามารถส่งชิ้นส่วนได้ทันตามเวลาที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งเป็นส่วนนึงที่ทำให้เราสามารถส่งชิ้นส่วนแบบ Just in time ได้”
     ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าอย่างทันท่วงที จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้บริษัทที่ทำหน้าที่ในการจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้า จำเป็นที่จะต้องปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการขนส่งของตัวเอง เช่น การพัฒนาเพื่อลดเวลาในการขนส่ง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการขนส่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งการขนส่งแบบ Just in Time ก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการพัฒนารูปแบบการขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น
     Just in Time เป็นแนวความคิดที่เกี่ยวกับระบบการผลิตของญี่ปุ่น โดยถูกนำไปพัฒนาโดยบริษัท Toyota ซึ่งได้รับความสนใจและเป็นที่ยอมรับจากผู้ประกอบการทั่วโลก Just in Time โดยในที่นี้จะขอกล่าวถึงการนำหลักการของ Just in Time มาใช้ในเรื่องของการขนส่งสินค้าไปยังลูกค้า โดยการที่บริษัทจะนำ Just in Time เข้าไปประยุกต์ใช้กับระบบในการทำงานที่เป็นอยู่ให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งระบบการทำงานแบบ Just in Time ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการทำงานแบบ Lean ที่มุ่งเน้นในการระบุและขจัดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นจากการทำงาน เพื่อส่งมอบสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการและทันเวลา หรืออาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า ความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นตัวการที่ทำให้ระยะเวลาในการทำงานยาวนานขึ้นและควรมีเทคนิคในการทำงานต่างๆที่สามารถนำมาขจัดความสูญเปล่านั้นออกไปได้ ดังนั้นบริษัทควรให้ความสำคัญในเรื่องของการขจัดความสูญเปล่า (Muda) การปรับปรุงในส่วนของการใช้พนักงานหรือเครื่องจักรที่มากเกินไป (Muri) และ การปรับปรุงความไม่สม่ำเสมอในการทำงาน (Mura)


 
ที่มา: http://totalqualitymanagement.files.wordpress.com


     Muda คือ สิ่งที่ไม่เพิ่มคุณค่า หากมีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความสูญเปล่าอยู่ในกระบวนการ จะทำให้ระยะเวลาในการดำเนินงานยาวนานมากขึ้น ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่เพิ่มมากขึ้น หรือทำให้เกิดการรอคอยของงานในแต่ละกระบวนการ ซึ่งมีความสูญเปล่าที่เกิดจากการทำงานในด้านการขนส่งสามารถจำแนกได้ 4 ประการ คือ
         1. การรอคอย-เวลาที่ใช้ในการปฏิบัติการ (Waiting-Time on Hand) หากมีการจัดเส้นทางในการเดินรถที่ไม่มีประสิทธิภาพ อาจส่งผลให้เกิดการรอคอยของพนักงานในการทำงานในส่วนของการรับ - ส่งสินค้า

 
ที่มา: www.tpa.or.th
         2. การเคลื่อนย้ายหรือการขนย้ายที่ไม่จำเป็น (Unnecessary Transport of Conveyance) ได้แก่ การเคลื่อนย้ายชิ้นงานระหว่างทำงานไประยะทางไกลๆ การขนย้ายอย่างไม่มีประสิทธิภาพ หรือการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือสินค้าสำเร็จรูปไปเก็บหรือนำออกมาจากคลังสินค้า เพื่อทำการขนส่งสินค้าไปยังลูกค้า

 
ที่มา: www.tpa.or.th
         3. การเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็น (Unnecessary Movement) ได้แก่ การเคลื่อนไหวที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆของพนักงานในระหว่างการปฏิบัติงาน ตัวอย่างเช่น การมองหา การเอื้อมมือเพื่อหยิบจับหรือการเรียงชิ้นส่วนหรือสินค้าในการขนส่ง หากมีการจัดเรียงสินค้าที่ไม่ดีก่อนที่จะขนส่งสินค้ามายังลูกค้า อาจทำให้สูญเสียเวลาในการรับ – ส่งสินค้าระหว่างบริษัทและลูกค้า เป็นต้น

 ที่มา: www.tpa.or.th
         4. ข้อบกพร่องของรถขนส่งสินค้า (Defects) หากไม่มีการตรวจเช็คสภาพของรถก่อนการใช้งาน เมื่อนำรถออกไปใช้งาน อาจก่อให้เกิดปัญหาระหว่างการขนส่ง เช่น รถเสีย เครื่องยนต์ขัดข้อง และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลถึงผลการปฏิบัติงานของบริษัท
     Muri คือ การใช้พนักงานหรือเครื่องจักรมากเกินไป (เครื่องจักรในที่นี้หมายถึงรถที่ใช้ในการขนส่งสินค้าจากบริษัทไปยังลูกค้า) ในหัวข้อนี้เป็นส่วนที่ตรงข้ามกับ Muda เนื่องมาจากหลักการของ Muri เป็นการเน้นถึงการใช้ทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่ (พนักงานหรือรถที่ใช้ในการขนส่ง) ให้ทำงานเกินกว่าขีดจำกัดตามธรรมชาติที่ตนเองมี แต่ข้อควรพึงระวัง คือ ควรมีการคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยในการทำงานและในด้านของคุณภาพในการให้บริการด้วย เพราะหากใช้งานที่หนักเกินไปอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน
     Mura คือ ความไม่สม่ำเสมอ ในการทำงานอาจมีบางเวลาที่มีงานเข้ามามาก ส่งผลให้พนักงาน หรือ รถที่ใช้ในการขนส่งสินค้า มีการทำงานและถูกใช้งานมาก แต่ก็อาจมีบางช่วงเวลาของการทำงานที่ไม่ค่อยมีงาน ทำให้เกิดการว่างงาน ซึ่งเกิดจากปริมาณการผลิตที่ผันผวน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในการแก้ปัญหาโดยการปรับเรียบการผลิตและตารางการผลิต (Heijunka) เพื่อไม่ให้พนักงานและรถที่ใช้ในการขนส่งเกิดการรองานที่มากเกินไป
     เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า Just in Time คือ ทันเวลาพอดีหากมองในแง่มุมของการขนส่ง จะต้องเป็นการขนส่งให้ทันตามเวลาที่กำหนด โดยมีเงื่อนไขในการขนส่ง 4 ประการ คือ
         1. ส่งสินค้าได้ทันเวลา (Right Time) คือ ไม่ไปส่งสินค้าก่อนเวลาที่ลูกค้ากำหนด และไม่ไปส่งหลังเวลาที่ลูกค้าต้องการ
         2. ส่งสินค้าได้ถูกต้อง (Right Goods) คือ การขนส่งสินค้าที่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ
         3. สินค้ามีจำนวนถูกต้อง (Right Quantity) คือ การขนส่งสินค้าได้ตรงตามจำนวนที่ลูกค้าต้องการ ไม่มีจำนวนที่เกินหรือขาด
         4. ส่งสินค้าได้ถูกสถานที่ (Right Place) คือ การขนส่งสินค้าไปยังสถานที่ที่ลูกค้าต้องการได้อย่างถูกต้อง
     หากต้องการเคลื่อนย้ายสินค้าจากบริษัทไปยังลูกค้าในรูปแบบของ Just in Time ต้องมีการจัดการที่ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบไปจนถึงแหล่งของผู้บริโภค ดังนั้นการจัดการในส่วนของกระบวนการเคลื่อนย้ายและขนส่งสินจึงมีความสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทได้ โดยการขนส่งสินค้าควรมีการดำเนินงานแบบที่เรียกว่าการขนส่งแบบบูรณาการ (Integration Logistics) จะเป็นรูปแบบที่มีกระบวนการในการเคลื่อนย้ายสินค้าที่เป็นองค์รวมในการจัดการ วัตถุดิบ และสินค้า จากแหล่งวัตถุดิบไปถึงผู้บริโภคหรือผู้ซื้อในลักษณะแบบ Just In Time  โดยแต่ละกิจกรรมจะมีปฏิสัมพันธ์เชิงระบบในการสอดประสานกัน โดยอาศัยข้อมูลข่าวสาร (Information Flow) การคาดคะเนความต้องการของลูกค้า (Demand Predictive) และการลดต้นทุนที่เกิดจากการลงทุนในทรัพย์สิน (Fixed Asset)  และใน Stock สินค้า โดยการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ในตัวสินค้าและบริการ ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนรวมที่ดีกว่า ก่อให้เกิดมีความได้เปรียบในการแข่งขัน

 


 
ภาพกิจกรรม Logistics แบบบูรณาการ
ที่มา: www.v-servegroup.com
     การขนส่งแบบ Just in Time อยู่บนพื้นฐานที่ว่าเป็นการขนส่งสินค้าในจำนวนที่ลูกค้าต้องการ ภายในเวลาที่ได้กำหนดไว้ ด้วยจำนวนและปริมาณที่ตกลง ทำให้ระบบการดำเนินงานแบบความสามารถในการตอบสนองตามสภาพของตลาดและกลยุทธ์ของบริษัทได้อย่างทันท่วงที โดยการดำเนินงานควรพิจารณาถึงลักษณะของการทำงานดังต่อไปนี้
         1. การดำเนินงานนั้นเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ โดยเป็นการเน้นถึงการดำเนินงานในการเคลื่อนย้ายแบบบ Just in Time และการขนส่งสินค้าที่มีความสัมพันธ์กัน
         2. การดำเนินงานนั้นเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายคือการลดต้นทุน ด้วยวิธีการกระจายความเสี่ยงในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการทำงานไปยังบุคคลที่สาม เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันทางด้านธุรกิจ
         3. การดำเนินงานนั้นต้องมีการเชื่อมโยงกันแบบบูรณาการและมีการสื่อสารข้อมูลกันอย่างทั่วถึงทั้งภายในและภายนอกบริษัท เพื่อการได้รับข่าวสารร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อความพึงพอใจของลูกค้าเป็นที่ตั้ง


 
ที่มา: www.thaiauto.or.th

เอกสารอ้างอิง
    [1] ดร. วิทยา สุหฤทดำรง, The Toyota Way, กรุงเทพฯ: บริษัท ส. เอเชียเพลส (1989) จำกัด, 2549
    [2] ดร. คำนาย อภิปรัชญาสกุล, โลจิสติกส์และการจัดการซัพพลายเชน กลยุทธ์สำหรับต้นทุนและเพิ่มกำไร, กรุงเทพฯ: ห. จ. ก. ซี.วาย. ซิซเทิม พริ้นติ้ง, 2537
    [3] ไชยยศ ไชยมั่นคง และ ดร. มยุขพันธุ์ ไชยมั่นคง, กลยุทธ์โลจิสติกส์และซัพพลายเชนเพื่อการแข่งขันในตลาดโลก, กรุงเทพฯ: ห. จ. ก. ซี.วาย. ซิซเทิม พริ้นติ้ง, 2537


เอกสารเผยแพร่โดย www.logisticscorner.com

 

จำนวนผู้ชม 10774 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ