|
การวิเคราะห์ต้นทุนและการลดต้นทุนโลจิสติกส์ในคลังสินค้า กรณีศึกษา:บริษัทกาวอุตสาหกรรม |
|
|
|
|
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2010 เวลา 22:41 น. |
|

โดย นางสาวชาคริยา ธาระรูป บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม สาขาการจัดการโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
การบริหารต้นทุนที่ดีถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรที่มีลักษณะเป็นอุตสาหกรรมการผลิตที่มีคู่แข่งขันเป็นจำนวนมากอย่างอุตสาหกรรมกาว อีกทั้งมีผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ พร้อมจะเข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรมตลอดเวลา การสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่มีอยู่โดยไม่ต้องลงทุนในทรัพยากรเพิ่มเติม ถือเป็นแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น จากการวิเคราะห์ต้นทุนรายกิจกรรมที่เกิดขึ้นขององค์กรในการนำทฤษฎีต้นทุนฐานกิจกรรมมาใช้ โครงการวิจัยนี้ยังจะนำมาต่อยอดและนำผลลัพธ์ที่ได้ มาหาแนวทางลดต้นทุนจากกิจกรรมโลจิสติกส์ที่เกิดขึ้น โดยนำวิธีการจัดเส้นทางการหยิบสินค้า (Routing Order Picker) มาประยุกต์ใช้ในการหาวิธีที่จะหยิบสินค้าให้ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดในต้นทุนที่เหมาะสมที่สุด การกำหนดต้นทุนโลจิสติกส์มีจุดเริ่มต้นจากการนำแนวคิดด้านการตลาดที่กล่าวว่า “ความสำเร็จขององค์กรขึ้นอยู่กับการประเมินความจำเป็น และความต้องการของตลาดเป้าหมาย รวมทั้งส่งมอบความพึงพอใจเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เหนือคู่แข่ง” (Lambert และ Ellram, 1998) มาใช้กับหลายองค์กร จนทำให้องค์กรเหล่านั้น สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างโดดเด่น ซึ่งการตอบสนองที่เกิดขึ้นดังกล่าวก่อให้เกิดความหลากหลายโดยขึ้นอยู่กับลักษณะของผลิตภัณฑ์และการบริการ ส่งผลให้ต้นทุนในการตอบสนองลูกค้า (Cost to Serve) แตกต่างกันไปด้วย
ส่วนประกอบของต้นทุนโลจิสติกส์ ต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 4 ประเภท ดังนี้ 1) ต้นทุนการขนส่ง (Transportation Cost) ต้นทุนที่เกิดจากกิจกรรมการขนส่งและบริการซึ่งต้นทุนเหล่านี้ยังผันแปรไปตามปริมาณการขนส่ง น้ำหนัก ระยะทาง จุดหมายปลายทาง รวมไปถึงวิธีการขนส่งที่ก่อให้เกิดต้นทุนที่แตกต่างกัน 2) ต้นทุนคลังสินค้า (Warehousing Costs) ต้นทุนที่เกิดจากกิจกรรมภายในคลังสินค้าและการจัดเก็บสินค้า การถ่ายโอนข้อมูลในคลังสินค้า การเลือกสถานที่ตั้ง เช่น โรงงาน คลังสินค้า ซึ่งจะแปรผันไปตามชนิดและปริมาณของสินค้า 3) ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง (Inventory Carrying Cost) ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง ซึ่งจะผันแปรไปกับปริมาณของสินค้าคงคลังและทำให้เกิดต้นทุนด้านต่าง ๆ อีก เช่น ต้นทุนเงินทุน (Capital Cost) และต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ต้นทุนในการดูแลสินค้าได้แก่ ค่าประกันภัย และภาษี ต้นทุนพื้นที่การจัดเก็บสินค้า ได้แก่ ต้นทุนด้านสถานที่ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณของสินค้า ต้นทุนความเสี่ยงในการจัดเก็บสินค้า ได้แก่ ความล้าสมัย การลักขโมย 4) ต้นทุนการบริหาร (Administration Cost) เกิดจากกิจกรรมหลัก 3 ประเภท คือ (1) ระดับการให้บริการ (Customer Service Level) เป็นเงินที่จ่ายไปเพื่อสนับสนุนการบริการลูกค้า เช่น ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำให้คำสั่งซื้อสมบูรณ์ (2) ต้นทุนกระบวนการสั่งซื้อและระบบสารสนเทศ (Order Processing and Information Costs) ได้แก่ ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสั่งซื้อ การกระจายการติดต่อสื่อสาร และการพยากรณ์อุปสงค์ (3) ต้นทุนปริมาณ (Lot Quantity Cost) ซึ่งโดยหลักการแล้วจะขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าที่จัดซื้อจัดหาและผลิต
จากการดำเนินการเพื่อการตอบสนองลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างกัน หลาย ๆ องค์กรจึงเริ่มเปลี่ยนทิศทางการบริหาร โดยมีการวิจัยทางการตลาดเพื่อศึกษาเรื่องปัจจัยที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า เพื่อนำมาออกแบบสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองลูกค้าได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ดังนั้นเมื่อระดับของลูกค้ามีความแตกต่างกัน ความสำคัญของลูกค้าแต่ละรายย่อมมีความแตกต่างกันไปด้วย องค์กรจะต้องให้ความสำคัญกับลูกค้าที่มีค่ากับองค์กรให้มากที่สุด และให้ความสำคัญกับลูกค้าที่มีค่ากับองค์กรในระดับที่ลดหลั่นกันไป สำหรับองค์กรแล้ว การนำแนวคิดเรื่องโลจิสติกส์มาใช้ก็เพื่อต้องการลดต้นทุนที่เกิดขึ้นรวมทั้งสามารถสร้างสมดุลของต้นทุนกิจกรรมโลจิสติกส์ให้ได้ การบัญชีต้นทุนฐานกิจกรรม (Activity-Based Costing : ABC) เป็นแนวคิดของระบบการบริหารต้นทุนที่เกิดขึ้นระหว่างปี1988-1990 โดย Robin Cooper, Robert Kaplan และ H. Thomas Johnson ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิจัยจาก Harvard Business School ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดของระบบการบริหารต้นทุนแบบใหม่ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนหันมาให้ความสนใจกับการบริหารกิจกรรมและต้นทุนที่เกี่ยวข้อง โดยการแบ่งกิจกรรมต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ออกมา ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดต้นทุนที่แท้จริง กิจกรรม คือ การกระทำที่เปลี่ยนทรัพยากรขององค์กร เช่น วัตถุดิบ แรงงาน และเทคโนโลยีต่าง ๆ ออกมาเป็นผลผลิตได้ (อนุรักษ์ ทองสุโขวงศ์, 2005)
การดำเนินการหยิบสินค้าในคลังสินค้าตามคำสั่งซื้อ (Order Picking Operations) การหยิบสินค้าตามใบสั่งซื้อ (Order Picking) คือ การนำสินค้าออกจากที่เก็บเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า โดยมีการเลือกและหยิบสินค้าในจำนวนที่ต้องการจากที่เก็บสินค้า และจัดทำเอกสารตามที่จำเป็น โดยวิธีการหยิบสินค้าจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการจัดวางสินค้า เช่น หยิบแบบคลื่น (Wave Picking), หยิบเป็นชุด (Batch Picking), หยิบเป็นชิ้น (Piece Picking) เป็นต้น การแบ่งพื้นที่เพื่อเก็บสินค้านั้น ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกและปลอดภัยในการเก็บสินค้า ดังนั้นการหยิบสินค้าซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในคลังสินค้า ถือว่าเป็นกิจกรรมที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในคลังสินค้าโดยทั่วไป จากผลการศึกษาในประเทศอังกฤษพบว่า 63% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมดในคลังสินค้าเป็นค่าใช้จ่ายในการหยิบสินค้า (Edward, 2002) กระบวนการหยิบสินค้า คือ กิจกรรมที่มีความสัมพันธ์กับแรงงานมนุษย์มากที่สุดในคลังสินค้า การหยิบสินค้าในคลังสินค้าเป็นกระบวนการในการนำสินค้าที่ต้องการจากพื้นที่จัดเก็บตามความต้องการของลูกค้าที่เข้ามา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถือเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความอุตสาหะมากที่สุดในกระบวนการจัดการคลังสินค้า มีการประมาณการไว้ว่าต้องใช้แรงงานมากถึง 60% (Roodbergen, 2001) ของการทำกิจกรรมแรงงานทั้งหมดในคลังสินค้า ทำให้กิจกรรมการหยิบสินค้าเป็นกิจกรรมที่มีค่าใช้จ่ายในสัดส่วนที่สูงมากของการดำเนินงานคลังสินค้า กระบวนการหยิบสินค้ามีเรื่องของเวลาเข้ามาเป็นข้อจำกัด การหยิบสินค้าผิดก็พบว่าเป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย ยิ่งการหยิบช้าก็จะยิ่งยืดเวลาในการขนส่งออกไป และทำให้เกิดการรอหยิบสินค้าเพื่อขนส่งในระบบตามมา (Bottleneck) มีผลต่อการกระจายสินค้าขององค์กร หรือถ้าหยิบสินค้าผิดแล้วนำไปส่งถึงลูกค้า ผลที่ได้รับอาจเสียหายเกินกว่าจะประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ เพราะฉะนั้นการหยิบสินค้ามีความสำคัญเพราะเกี่ยวเนื่องกับการตอบสนองความต้องการของลูกค้าโดยตรง จึงมีการบริหารจัดการเรื่องการหยิบให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้
อ่านรายละเอียดเพิ่ม...
เอกสารเผยแพร่โดย http://www.logisticscorner.com
จำนวนผู้ชม 11611 ครั้ง
|
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ