เสาร์, 25 ต.ค. 2014
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 62 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้2353
mod_vvisit_counterเมื่อวาน3290
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้20409
mod_vvisit_counterสับดาห์ที่แล้ว21560
mod_vvisit_counterเดือนนี้79680
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว108238
mod_vvisit_counterทั้งหมด5447836

Online (20 minutes ago): 149
Your IP: 54.83.103.17
,
Now: 2014-10-25 18:12
ความหมายของโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรม
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 10:03 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย รศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย ศฤงคารินทร์ และ
ผศ.ดรเตือนใจ สมบูรณ์วิวัฒน์

       หลักการบริหารโซ่อุปทานเป็นหลักการหนึ่งที่อุตสาหกรรมเล็งเห็นถึงผลประโยชน์อย่างชัดเจน แนวคิดความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างองค์กร โดยมีลักษณะเป็นโซ่เชื่อมเข้าด้วยกันโดยการทำงาน วิสัยทัศน์ และข้อมูลเป็นแนวความคิดที่ทำให้บริษัทต่าง ๆ จะคงอยู่ได้ ในปัจจุบันและอนาคต พบว่าบริษัทที่นำหลักการโซ่อุปทานมาใช้นั้น มีรอบเวลาการผลิตและระดับสินค้าคงคลังต่ำกว่าคู่แข่งถึง 50% และนำส่งสินค้าได้เร็วกว่าคู่แข่ง 17%
       หากแต่ว่าในขณะนี้นั้นการนำหลักการโซ่อุปทานมาใช้และประสบความสำเร็จยังไม่แพร่หลายนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับโซ่อุปทานยังอยู่ในระดับเบื้องต้น ในบทความนี้จึงขอแนะนำหลักการเบื้องต้น ปัจจัยและข้อควรคำนึงในการนำแนวคิดนี้มาใช้ในองค์กร
       อุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าหลักการโซ่อุปทานจะสามารถเป็นสูตรสำเร็จเพื่อแก้ปัญหาต่างๆในองค์กรและการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ซึ่งอาจจะอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยดำเนินการดังปรากฏในรูปแบบของโปรแกรมการช่วยวางแผนจัดการการทำงานสำเร็จรูปทั่วไปไม่ว่าจะเป็น SAP, Oracle, J D Edwards, etc. หากแต่ในความหมายของโซ่อุปทานโดยแท้จริงแล้วคือคำเรียกของการดำเนินงานโดยรวมอาศัยความร่วมมือภายในและระหว่างองค์กร มิได้มีสูตรสำเร็จเพื่อแก้ปัญหาทุกรูปแบบแต่อย่างใด การแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานน่าจะมาจาก การบริหารโซ่อุปทานให้เหมาะสมกับธรรมชาติของธุรกิจและอุตสาหกรรมโดยยึดหลักการการทำงานโดยรวมร่วมกันและใช้โปรแกรมการช่วยวางแผนจัดการการทำงานสำเร็จรูปเข้ามาเป็นเครื่องมือเท่านั้น ดังนั้นขั้นตอนแรกที่ควรให้ความสำคัญในการเริ่มที่จะหันมาสู่แนวคิดนี้คือ การเริ่มสำรวจองค์กรของตนเอง สำรวจกระบวนการทำงานภายในองค์กร มีการทำงานใดร่วมกับองค์กรภายนอกบ้าง โดยลองคิดถึงการไหลของวัสดุว่ามาจากหน่วยใดผ่านหน่วยใดไปยังหน่วยใดบ้าง และการไหลเวียนของข้อมูลว่า ข้อมูลมีการเชื่อมโยงกันอย่างไร หน่วยใดต้องการข้อมูลใดต้องแจ้งข้อมูลใดให้หน่วยใดทราบบ้าง หลังจากสำรวจแล้วควรคำนึงว่าการเริ่มหลักการของโซ่อุปทานนี้ต้องเริ่มจากการเชื่อมโยงกันภายในองค์กรก่อน การเชื่อมโยงกันนี้ทำได้โดยการติดต่อสื่อสาร และร่วมมือกันระหว่างหน่วยงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการร่วมมือมักจะมาจากหน่วยงานที่สำคัญในองค์กร โดยมากมักจะเป็นฝ่ายการผลิต หรือ ฝ่ายการตลาด ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากการขัดแย้งกันในเรื่องของการเตรียมกำลังการผลิตหรือแผนการผลิตที่ไม่ตรงตามความต้องการลูกค้า ดังนั้น ในขั้นตอนนี้จึงควรแสดงให้ทั้ง 2 ฝ่าย เห็นถึงผลประโยชน์ที่พึงได้ร่วมกันจากโซ่อุปทาน ขั้นตอนต่อมาคือการเลือกหาคู่ค้าโซ่อุปทาน (supply chain partner) ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดส่งวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนผลิต, ลูกค้า หรือ ผู้จัดส่งผลิตภัณฑ์ การทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรนี้จะรวมถึง การใช้ข้อมูลทั้งด้านแผนการผลิต, ผลิตภัณฑ์ใหม่, แผนการขายร่วมกัน หรือแม้แต่ข้อมูลทางการเงิน การเลือกคู่ค้าโซ่อุปทาน (supply chain partner) นี้ต้องคำนึงถึงความสามารถของบริษัทที่จะเข้ามาร่วมโซ่อุปทาน และควรจัดตั้งความร่วมมือระหว่างองค์กรขึ้นที่เรียกว่าการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Alliance) ส่วนกระบวนการแรกของการจัดตั้งพันธมิตรทางธุรกิจนี้ คือ การให้ความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการร่วมมืออุปสรรคอย่างแรกในการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรคือ ความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง และไม่สามารถปรับจากวิธีปฎิบัติแบบเดิมได้ ดังนั้น การจัดอบรมหรือการให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางปฎิบัติใหม่จะเป็นวิธีแก้ไขได้ หลังจากนั้น ควรจะสร้างเป้าหมายร่วมกัน (common goals) ทั้งทางด้านกลยุทธ์และการดำเนินงาน เช่น การลดระดับสินค้าคงคลัง, การลดเวลานำ เป็นต้น อย่างไรก็ตามการประเมินความสามารถของสมาชิกพันธมิตรทางธุรกิจก็เป็นสิ่งสำคัญ สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ ความสามารถในการบริหารของบริษัท, ความสามารถบุคลากร, โครงสร้างต้นทุน, ความสามารถทางการเงิน, ความมั่นคง, การจัดตารางการผลิต, และความสามารถของระบบข้อมูล เมื่อคัดเลือกและวางแผนความร่วมมือกันแล้ว ควรจะมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรหรือสัญญาระหว่างบริษัท ซึ่งจะรวมถึง
           - หลักการบริหารร่วมกัน
           - หลักการบริหารความขัดแย้งในโซ่อุปทาน
           - หลักการแข่งขันผลกำไร/ผลประโยชน์
           - อัตราการลงทุนร่วมกัน ทั้งในด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ(physical resources) และทรัพยากรมนุษย์ (human resources)
        หลักจากที่สามารถเลือกสมาชิกพันธมิตรทางธุรกิจได้แล้ว ควรจะคำนึงถึงหลักการบริหารโซ่อุปทาน ซึ่งหลักการบริหารโซ่อุปทานมิได้มีแบบแผนเดียวหรือแบบแผนสำเร็จรูปที่ใช้ได้กับทุก ๆ องค์กรหรือทุก ๆ สถานการณ์ หากแต่ส่วนหนึ่งของการบริหารโซ่อุปทานคือ การบริหารการตัดสินใจ ตั้งแต่การจัดเตรียมวัตถุดิบจนถึงการจัดส่งผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้า ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น 4 กลุ่ม ใหญ่ ๆ คือ
             1) การตัดสินใจเลือกแหล่งผลิต, แหล่งทรัพยากร และแหล่งเก็บคงคลัง ซึ่งต้องพิจารณาถึงขนาด จำนวนและ แหล่งที่ตั้ง โดยคำนึงถึงเส้นทางสู่ลูกค้า ต้นทุนการผลิต ภาษี และต้นทุนการขนส่ง ของแต่ละแหล่งที่ตั้ง
             2) การตัดสินใจวางแผนและจัดลำดับการผลิต รวมทั้งสถานที่ผลิตโดยคำนึงถึงแหล่งที่ตั้งของ ผู้จัดส่งวัตถุดิบ ศูนย์กระจายสินค้า และแหล่งตลาด
             3) การตัดสินใจในการวางแผนสินค้าคงคลัง สินค้าคงคลังสามารถรองรับความไม่แน่นอนของ demandในโซ่อุปทานได้ หากแต่ต้นทุนการเก็บสินค้าคงคลัง โดยมากจะเป็นจำนวนสูงถึง 20-40% ของมูลค่าสินค้าดังนั้นจึงควรจัดการวางแผนควบคุมระดับสินค้าคงคลังให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงทั้งความพอใจของลูกค้า และต้นทุนการเก็บสินค้า
             4) การตัดสินใจในด้านการจัดการขนส่งสินค้า โดยคำนึงถึงต้นทุนการขนส่ง ระยะทางการขนส่งเส้นทางการขนส่ง ความเร็วในการขนส่ง รวมถึงคุณภาพในการขนส่งอีกด้วย
        ดังจะเห็นได้ว่าหลักการโซ่อุปทานมีบทบาทมากในธุรกิจปัจจุบัน ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับความร่วมมือและจัดการระหว่างองค์กรและในองค์กร ในอนาคตอันใกล้นี้หลักการโซ่อุปทานมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น เนื่องจากธุรกิจต้องแข่งขันกันผลิตสินค้าที่หลากหลายตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้นในเวลาอันสั้นลง นอกจากนี้โซ่อุปทานระหว่างประเทศ (Global Supply Chain) จะพัฒนาเชื่อมโยงกันมากขึ้น เนื่องจากส่วนประกอบของโซ่อุปทานนั้นจะอยู่ในแหล่งต่างกัน เช่น แหล่งทรัพยากรในประเทศจีน หรือเม็กซิโก ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ และแหล่งตลาดในประเทศแถบยุโรปที่ขายได้กำไรสูง เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันที่สูงขึ้นในอนาคต จะทำให้หลักการโซ่อุปทานมีความสำคัญมากขึ้น การแข่งขันอาจจะมีมากขึ้นจากอุตสาหกรรมในประเทศที่กำลังพัฒนา และสามารถเขยิบไปแข่งขันกับบริษัทใหญ่ ๆ ข้ามชาติได้ นอกจากนี้การวิจัยและพัฒนาความรู้ความเข้าใจของโซ่อุปทานในประเทศไทยสำหรับอุตสาหกรรม SME ควรจะได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้มากขึ้น ในเบื้องต้นนี้งานวิจัยที่ควรให้ความสนใจสามารถสรุปได้ดังนี้คือ
            - การรวบรวมข้อมูลเชิงปฏิบัติของอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จในการนำหลักการโซ่อุปทานเข้ามาใช้ (Best Practices) เพื่อเป็นแนวทางตัวอย่างให้แก่อุตสาหกรรมต่างๆในประเทศได้
            - การศึกษาหาปัจจัยต่างๆของอุตสาหกรรม SME ในประเทศไทยที่มีผลต่อการนำหลักการโซ่อุปทานเข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางด้านความพร้อม อุปสรรค ขั้นตอนการจัดการต่างๆเป็นต้น
            - การพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศที่เหมาะสมกับการจัดการโซ่อุปทานเพื่ออุตสาหกรรม SME ในประเทศไทย ซึ่งอาจจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปจากต่างประเทศในราคาสูงได้


ที่มา หลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับกลาง
โครงการพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมโลจิสติกส์และซัพพลายเชน
โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และเครือข่ายนักวิจัยด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานในประเทศไทย (Thai VCML)


จำนวนผู้ชม 6598 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ