ศุกร์, 25 ก.ค. 2014
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 49 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้2450
mod_vvisit_counterเมื่อวาน3096
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้16432
mod_vvisit_counterสับดาห์ที่แล้ว15785
mod_vvisit_counterเดือนนี้60446
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว79250
mod_vvisit_counterทั้งหมด5166220

Online (20 minutes ago): 108
Your IP: 54.204.142.143
,
Now: 2014-07-25 22:56
นวัตกรรมคลื่นที่หกกับลอจิสติกส์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 20:50 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย สุวัฒน์ จรรยาพูน
หัวหน้าสาขาวิชาการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

     ผมอ่านหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์งวดที่ผ่านมาพบเรื่องของนวัตกรรมคลื่นที่หก ที่ Hunter Lovins นำเสนอเมื่อปี 2004 แล้วกลับมาคิดว่าองค์กรยุคใหม่นี้ต้องปรับเปลี่ยนตนเองให้ทันต่อสภาพแวดล้อมด้วยอัตราเร่งที่สูงขึ้น การตัดสินใจต้องกระทำด้วยความรวดเร็ว จะมาพูดว่ากำลังศึกษาข้อมูล หรือรอรับรายงานอยู่คงไม่ทันการณ์เสียแล้ว ดังแสดงตามกราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างนวัตกรรมของคลื่นต่าง ๆ กับเวลา เราจะพบว่าระยะห่างของคลื่นแต่ละลูกสั้นลงในทุกขณะในอัตราก้าวหน้าเสียด้วย ส่วนด้านความสูงของกราฟก็สูงกว่าเดิมซึ่งหมายถึงจำนวนของนวัตกรรมที่มากขึ้นและหลากหลายขึ้น


     เมื่อลองพิจารณาคำอธิบายใต้คลื่นแต่ละลูกจะพบว่าอุตสาหกรรมต่างๆ ในบ้านเราวิ่งไล่คลื่นมาตลอด มีอยู่หลายคลื่นที่วิ่งไม่ทัน หรือวิ่งไม่ไหวก็ละเลยไป การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันในตลาดโลกจึงดำเนินการได้ยากและค่อนข้างล่าช้า ที่สำคัญในส่วนของคลื่นที่หก จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ฉีกแนวจากคลื่นเดิมๆ พอสมควร มีหลายส่วนที่เราคงไล่เทคโนโลยีไม่ทัน เพราะเงินทุนและองค์ความรู้สู้ไม่ไหวหรือไม่คุ้มค่า รอลอกเอาภายหลังน่าจะดีกว่า แต่มีส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจและเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยของเรา และองค์กรสัญชาติไทย สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางเพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาดโลกได้ไม่ยากนัก นั้นก็คือการปรับให้บุคลากรในชาติและในองค์กรเปลี่ยนแนวคิด (mind set) ของการทำงาน ดำเนินการด้วยความโปร่งใส โดยแนวคิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจในต่างประเทศ มากในขณะนี้ เพราะสามารถดำเนินการได้ทันที พร้อมทั้งเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับคลื่นที่หกได้อย่างดี ก็คือ "eco-efficiency" หรือ "ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ" ซึ่ง eco มาจากคำว่า ecology (ระบบนิเวศ) และ economy (เศรษฐกิจ) แปลความได้ว่า การผลิตสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยจะต้องพิจารณาตลอดอายุขัยของผลิตภัณฑ์ (life-cycle) โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ 7 ประการ คือ
         1. ลดการใช้วัตถุดิบในการผลิต
         2. ลดการใช้พลังงานในการผลิต
         3. ลดการแพร่กระจายของสารพิษ
         4. เพิ่มศักยภาพของการแปรกลับมาใช้ใหม่
         5. ใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้มากที่สุด
         6. เพิ่มอายุการใช้งานของสินค้า
         7. เพิ่มระดับการให้บริการของสินค้า เพื่อลดปัญหาขยะล้นโลก
     จากองค์ประกอบทั้ง 7 ประการจะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่นักธุรกิจพึงกระทำอยู่แล้ว เพียงแต่เดิมยังไม่เกิดการคิดแบบครบวงจร และคิดไม่ครบอายุขัยของผลิตภัณฑ์ เช่น ความหมายของคุณภาพแต่เดิมคือเหมาะสมที่จะนำไปใช้งาน กล่าวคือ ปากกาที่ใช้ในงานสัมมนาตามโรงแรมมีคุณภาพพอเพียงกับการใช้ครั้งเดียวก็น่าจะเหมาะสม แต่เมื่อคิดถึงสิ่งแวดล้อมก็จะพบว่าเกิดความไม่คุ้มค่า และสิ้นเปลือง ส่วนทางด้านบรรจุภัณฑ์ก็พบว่าการมีหลายชั้นช่วยปกป้องสินค้าเป็นอย่างดี และยังมีส่วนในการช่วยดึงดูดใจลูกค้าเพื่อให้การขายผลิตภัณฑ์ทำได้ง่ายขึ้น แต่หลังจากใช้งานบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ก็กลายเป็นขยะ จากตัวอย่างที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่ถูกต้องในอดีตและเรายังคงปฏิบัติกันในปัจจุบัน แต่ในอนาคต หากไม่นำแนวคิดของ "ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ" มาปรับปรุงสินค้านั้นก็จะไม่ได้รับความสนใจจากลูกค้าอีก
     องค์กรจึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมและปรับแนวทางของธุรกิจ ซึ่งแนวคิดของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานก็สามารถสนับสนุนและเสริมสร้างแนวคิด "ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ" ได้อย่างดี ตัวอย่างที่พอมีให้เห็นที่ผ่านมา คือ มีเบียร์ยี่ห้อหนึ่งมาตั้งบูธตามห้างสรรพสินค้ารับซื้อขวดเบียร์เปล่า โดยมีพนักงานหน้าตาดีมาเฝ้าบูธ ถือเป็นการรวบรวมขวดเปล่าเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างดี แต่ผมเห็นทำไม่นานก็เลิกไป ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลอะไร อาจเป็นเพราะได้ขวดเปล่าน้อยเกินไปจนไม่คุ้มค่า... น่าเสียดายโครงการและแนวคิดดี ๆ แบบนี้ครับ
     ผมคิดว่าเราน่าจะนำแนวคิดของลอจิสติกส์มาต่อยอดเรื่องขวดเปล่านี้ได้ เป็นต้นว่า ยกเลิกการตั้งบูธ เพราะเราไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะทำได้ทั่วถึง หันมาเจรจากับทุกห้างทุกร้านค้าที่เราขายสินค้า โดยจ้างให้รับแลกขวด หรือถ้านำขวดเปล่ามาจะได้ส่วนลดที่จุดขาย และเมื่อเราส่งสินค้าไปให้ก็จะรับขวดเปล่ากลับโรงงานไปด้วย เป็นการลดภาระการเดินรถเที่ยวเปล่ากลับเข้าโรงงานภายในตัว และเมื่อมองถึงภาพรวมของเส้นทางเดินของขวดเบียร์ก็จะพบว่าเป็นการรับขวดจากผู้บริโภคโดยตรง ลูกค้าก็ดูแลขวดเปล่าได้ดีขึ้น ไม่ต้องผ่านร้านค้าของเก่า หรือถังขยะ ซึ่งช่วยให้สภาพของขวดสมบูรณ์มากขึ้น ยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น พลังงานจากการขนย้ายหลายทอดก่อนถึงโรงงานก็ลดลง ลดการซ้ำซ้อนในการขนย้าย
     ด้านการลดปริมาณขยะก็น่าสนใจ เนื่องด้วยในการขนส่งสินค้าตามปกติจะมีการขนย้ายขยะตามไปด้วย เช่น ผักกะหล่ำปลี ก็มีใบแก่หุ้มมาจนถึงตลาด ให้แม่ค้าปอกทิ้งก่อนวางขายตามแผง กลายเป็นขยะในเมือง ต้องมีการเก็บเพื่อนำไปทำลาย แต่หากปอกใบแก่ทิ้งไว้ที่สวนเลย แล้วมีบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งป้องการการช้ำของผัก ก็จะพบว่าใบแก่ของกะหล่ำปลีก็มีประโยชน์ในการทำปุ๋ยหมัก ชาวสวนไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี รถบรรทุกกะหล่ำปลีมาขายในตลาดก็ไม่ต้องบรรทุกขยะให้หนักรถ มีพื้นที่เพิ่มขึ้นในการบรรทุกสินค้า ต้นทุนค่าขนส่งก็ประหยัดลงได้อีก ส่วนเมืองก็จะประหยัดต้นทุนค่าเก็บขยะและทำลายขยะ
     ด้านการเพิ่มระดับการให้บริการของสินค้า น่าจะสอดคล้องกับแนวทางของลอจิสติกส์ ในด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งให้สามารถใช้งานได้หลากหลาย และบรรทุกมาในรถคันเดียวกันได้ สนับสนุนการขนส่งแบบ milk run ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือการปรับองค์กรให้เป็นผู้ให้บริการด้านลอจิสติกส์เต็มรูปแบบ แทนที่จะเป็นแผนกหนึ่งในองค์กร อย่างที่ ปูนซีเมนต์ไทย แตกบริษัทออกมาเป็น ซีเมนต์ไทยโลจิสติกส์ ทำให้สามารถให้บริการกับบริษัทอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้กับบริษัทแม่อย่างเดียว ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
     ด้านการสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าในโซ่อุปทานก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก เช่นการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่าง วอลล์ มาร์ท กับ จีอี ในโครงการผลิตหลอด LED ซึ่งมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า ก่อให้เกิดความร้อนน้อยกว่า ไม่มีสารปรอท และใช้พลังงานในการผลิตน้อยกว่าหลอดไฟฟ้าทั่วไปหลายเท่า ซึ่งวอลล์ มาร์ท ได้นำหลอด LED นี้มาแทนหลอดไฟฟ้าทั่วไป ส่งผลให้สามารถประหยัดเงินได้ปีละ 3.8 ล้านเหรียญ ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ การที่ วอลล์มาร์ท สั่งซื้อสินค้าในปริมาณมาก ช่วยให้ จีอี มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง จนมีราคาใกล้เคียงกับหลอดไฟทั่วไป จึงสามารถวางขายให้ผู้บริโภคอื่น ๆ ได้ในราคาที่จูงใจ ทำให้เกิดการบริโภคหลอด LED อย่างกว้างขวาง ช่วยประหยัดต้นทุน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมาก
     การปรับเปลี่ยนแนวคิดไม่ต้องใช้เงินลงทุน แต่ต้องใช้ความพยายาม การคิดอย่างเป็นระบบ และการร่วมแรงร่วมใจกัน ดังนั้นองค์กรต้องให้ความสำคัญโดยจัดสร้างเป็นกลยุทธ์ มีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน องค์กรขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพต้องเป็นผู้นำ และคอยสนับสนุนองค์กรคู่ค้าของตน ที่สำคัญต้องนำแนวทางของ "ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ" มาทบทวนตลอดทั้งโซ่อุปทาน


ที่มา logisticsdigest, 11 ก.พ. 53
http://www.logisticsdigest.com/index.php?option=com_content&task=view&id=3558&Itemid=73


จำนวนผู้ชม 4623 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ