เสาร์, 01 พ.ย. 2014
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 35 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้2485
mod_vvisit_counterเมื่อวาน3573
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้26012
mod_vvisit_counterสับดาห์ที่แล้ว21326
mod_vvisit_counterเดือนนี้2485
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว100330
mod_vvisit_counterทั้งหมด5474765

Online (20 minutes ago): 119
Your IP: 54.226.252.142
,
Now: 2014-11-01 18:25
ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ GMS-BIMSTEC-EUโอกาสทองของประเทศไทย
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2009 เวลา 19:22 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

ไทยมีแต้มต่อเชื่อมโยงโลจิสติกส์ไปยังกลุ่มประเทศ GMS BIMSTEC และ EU
        เมื่อระบบการค้าก้าวสู่ยุดเปิดเสรีอย่างเต็มตัว ทำให้การเชื่อมโยงเส้นทางการค้าเพื่อเชื่อมระบบการค้าไร้พรมแดนมีบทบาทความสำคัญ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ตามกรอบความร่วมมือ GMS เชื่อมระบบการค้ากับกลุ่มตลาดใหม่ที่มีศักยภาพอย่างกลุ่มประเทศ BIMSTEC รวมถึงสหภาพยุโรป (European Union: EU) ประเทศคู่ค้าหลักของไทย
        ในงานสัมมนา "ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ GMS-BIMSTEC-EU โอกาสทองของประเทศไทย" ผู้คร่ำหวอดในวงการโลจิสติกส์ไทยได้ให้มุมมองในทิศทางเดียวกันว่า ในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงการเปิดเสรีทางการค้า เป็นกระแสที่ไม่สามารถต่อต้านและหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ดีโอกาสทางการค้าย่อมมาพร้อมภัยคุกคาม และการแข่งขันที่เข้มข้น ดังนั้นประเทศไทยควรมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนทั้งในการรุกและรับ ต่อยอดความได้เปรียบจากจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นต่อเพื่อช่วงชิงชัยชนะในสังเวียนการค้า

ภาครัฐชี้ไทยมีแต้มต่อ
         เกี่ยวกับศักยภาพ ขีดความสามารถทางการแข่งขัน และโอกาสของประเทศไทยในกลุ่มประเทศ GMS กลุ่มประเทศ BIMSTEC และ EU คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แสดงทัศนะว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก โดยเฉพาะในแง่จุดยุทธศาสตร์ เพราะมีที่ตั้งเหมาะสำหรับการผลิตและการค้า แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า ประเทศไทยต่อยอด-ใช้โอกาสและความได้เปรียบที่มีให้เป็นประโยชน์อย่างไรบ้าง
         ที่ผ่านมา ภาครัฐเล็งเห็นแนวโน้มทางการค้า และความสำคัญของการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้พัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในทุกมิติ ทุกระดับ สร้างกรอบความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค อาทิ กรอบความร่วมมือ GMS: Greater Mekong Sub-region ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือระหว่าง 6 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ กรอบความร่วมมือ BIMSTEC ประกอบด้วยประเทศบังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาลและศรีลังกา ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ระหว่างกัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียดนาม (ACMECS: Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy) กรอบความร่วมมือ ASEAN ฯลฯ

         คุณอาคม กล่าวต่อไปว่า เมื่อระบบการค้าเป็นเสรีมากขึ้น การแข่งขันย่อมทวีความรุนแรงเป็นเงาตามตัว ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเร่งปรับตัว พัฒนาศักยภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ทั้งนี้ คุณอาคมได้เสนอแนะแนวทางในการปรับตัวของประเทศไทย สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างให้เกิด National Supply Chain Competitiveness ดังนี้
               1. สร้างความเชื่อมโยงของธุรกิจเพื่อพัฒนา Productivity และ Competitiveness ของสินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดเอเชียใต้และยุโรป เช่น ผลิตภัณฑ์ฮาลาล สินค้าเกษตร
               2. พัฒนาระบบโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ภายในประเทศให้เชื่อมต่อ และใช้ประโยชน์จากการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของภูมิภาคได้เต็มศักยภาพ
               3. ปรับปรุงกฎระเบียบ ขั้นตอนเอกสาร และจัดตั้งระบบ National Single Window ในการอำนวยความสะดวกทางการค้า และสนับสนุน Information Flow ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดแก่ผู้นำเข้า-ส่งออก
               4. สร้างความเป็นมืออาชีพในทุกระดับของกำลังคนด้านโลจิสติกส์ อาทิ พนักงานขับรถบรรทุก ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ กำลังคนภาคเกษตร เป็นต้น
               5. สร้างพันธมิตรระหว่างผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน และสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจผู้ให้บริการโลจิสติกส์
               6. สร้าง Forum ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในระดับปฏิบัติการ และระดับนโยบาย เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม  

 

 ขนส่งทางรถไฟ ความหวังลดต้นทุนโลจิสติกส์
         สำหรับการขนส่งสินค้าทางรถไฟ ซึ่งเป็นรูปแบบการขนส่งที่ประหยัดต้นทุนที่สุดนั้น คุณวิโรจน์ เตรียมพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ ฝ่ายการพาณิชย์ การรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในภาพรวมเกี่ยวกับระบบขนส่งสินค้าทางรถไฟเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคนั้น หากมองในเรื่องเส้นทางรถไฟสามารถเชื่อมโยงกันได้หมดทั้งในเอเชีย และยุโรป เพียงแต่มีขนาดรางที่แตกต่างกันตั้งแต่ขนาด 1 เมตร 1.4 เมตร และ 1.5 เมตร และมีจุดที่เป็น Missing Link หลายจุด
         สำหรับการพัฒนาระบบขนส่งทางรถไฟเพื่อเป็นโครงข่ายคมนาคมในเส้นทางเด่นชัย เชียงราย เชียงของนั้น ความคืบหน้าอยู่ระหว่างขั้นตอนการออกแบบรายละเอียด เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี
         ทั้งนี้ คุณวิโรจน์ ได้แสดงมุมมองแนวทางในการพัฒนาระบบขนส่งทางรถไฟด้วยว่า ประเทศไทยต้องมีนโยบาย ยุทธศาสตร์ และผนงานที่ชัดเจน ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถพัฒนาได้
         ยกตัวอย่างการพัฒนาระบบขนส่งทางรถไฟของประเทศมาเลเซีย ซึ่งภาครัฐมีการสนับสนุนและมีนโยบายชัดเจน ซึ่งรถไฟของมาเลเซียในเส้นทางภาคเหนือถึงภาคใต้ของประเทศนั้น ภายใน 2 ปีข้างหน้ามีแผนจะพัฒนาให้เป็นรถไฟทางคู่ทั้งหมด ส่วนหนึ่งเพื่อดึงสินค้าจากประเทศไทยนั่นเอง

กรมส่งเสริมการส่งออกแนะ ตลาดอินเดียมีศักยภาพสูง
         กระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่สำคัญในการดูแลเรื่องโลจิสติกส์การค้า (Trade Logistics) ได้จัดตั้งคณะกรรมการโลจิสติกส์การค้า โดยมีคุณอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ดูแลเรื่องปัญหา-อุปสรรคด้านโลจิสติกส์โดยเฉพาะกับผู้ส่งออก รวมถึงดูแลผู้ให้บริการโลจิสติกส์คนไทย (LSP) ให้มีศักยภาพ สามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะการแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาหลังจากการเปิดเสรีในกรอบ AEC มีผลบังคับ คุณปณต บุณยะโหตระ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์การค้า กรมส่งเสริมการส่งออก กล่าว สำหรับโอกาส และศักยภาพของตลาดในกลุ่มประเทศ GMS กลุ่มประเทศ BIMSTEC และ EU ที่น่าสนใจนั้น คุณปณต กล่าวว่า เป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเทศอินเดีย และบังกลาเทศ
         ประเทศอินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากร 1,130 ล้านคน ซึ่ง 5% ของประชากรทั้งหมดมีฐานะดีระดับเศรษฐี และสินค้าไทยเป็นที่นิยม และมีภาพพจน์ที่ดีมากในสายตาของชาวอินเดีย อย่างไรก็ดี ปัญหาอุปสรรคในการลงทุนในอินเดียคือระบบภาษีซ้ำซ้อน และมีข้อกีดกันทางการค้าที่นอกเหนือจากภาษี (NTB) มาก
         ส่วนตลาดบังกลาเทศมีศักยภาพค่อนข้างสูงเช่นเดียวกับประเทศอินเดีย เพียงแต่ประชากรที่อยู่ในระดับฐานะดีมีจำนวนน้อยกว่า 
         ทั้งนี้ คุณปณต ได้กล่าวถึง นโยบายของกรมส่งเสริมการส่งออกด้วยว่า ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการส่งออก ได้ปรับนโยบายใหม่ให้ความสำคัญกับตลาดใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้ามากขึ้น เช่น จีน อินเดีย แตกต่างจากเดิมที่มุ่งเน้นตลาดหลักคือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ทั้งนี้เพื่อป้องกันผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย
        โดยนโยบาย 6-7 ปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการส่งออกตั้งเป้าว่า ต้องมีสัดส่วนการค้าระหว่างตลาดใหม่และตลาดเดิมเป็น 50% ต่อ 50% ซึ่งในปี 2552 นี้ มีสัดส่วนการค้าในตลาดใหม่เป็น 51% และตลาดเดิม 49% แล้ว
         เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และระบบการค้าเริ่มกลายเป็นเสรีมากขึ้น ทำให้การแข่งขันยิ่งทวีความรุนแรง ประเด็นเร่งด่วนของประเทศไทยจึงหนีไม่พ้นการปรับตัว เพิ่มศักยภาพ และต่อยอดขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยใช้แต้มต่อที่มีอยู่เป็นรากฐานเสริมความแข็งแกร่ง


ที่มา logisticsdigest, 13 ธ.ค. 52
http://www.logisticsdigest.com/index.php?option=com_content&task=view&id=3233&Itemid=73


จำนวนผู้ชม 5131 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ