|
LPG อุตสาหกรรมราคาพุ่งเท่าดีเซล ‘พลังงาน-ค่าแรง’ ทุบเอสเอ็มอีเจ๊ง |
|
|
|
|
วันอังคารที่ 07 สิงหาคม 2012 เวลา 21:48 น. |
|

กระทรวงพลังงาน : “พลังงาน” ส่งสัญญาณตรึงราคา “LPG-NGV” ต่อเอาใจภาคขนส่ง หลังครบกำหนดอุ้ม 3 เดือนวันที่ 16 ส.ค. นี้ ส่วนภาคอุตสาหกรรมรับเต็มๆ ราคาพุ่งพรวดเท่าดีเซลใกล้แตะ 30 บาทต่อกิโลกรัม เปิดผลวิจัยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเจ๊งระนาว 1.3 แสนราย แบกรับต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น และภาระขึ้นค่าแรง 300 บาท “สมุทรสาคร” อ่วมสุด นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 สิงหาคม 2555 ครบกำหนดการตรึงราคาไว้ 3 เดือน ของก๊าซ LPG ภาคขนส่ง และ NGV ซึ่งแนวโน้มยังจะไม่มีการปรับราคาขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากยังต้องรอความชัดเจนค่าผ่านท่อก๊าซธรรมชาติจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ก่อน นอกจากนี้ ทางกระทรวงคมนาคมก็ยังต้องศึกษาความเหมาะสมว่าหากปรับราคาเชื้อเพลิงดังกล่าวจะกระทบต่อค่าโดยสารอย่างไร “ช่วงที่ผ่านมาราคาก๊าซ LPG ลดลง ทำให้การชดเชยลดลง ทำให้กองทุนฯมีเงินไหลเข้าจนขาดทุนลดลงจากกว่า 20,000 ล้านบาท เหลือ 15,000 ล้านบาท” ขณะที่ราคาก๊าซ LPG ภาคอุตสาหกรรมมีการปรับราคาแล้ว โดยนายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ. ได้ออกประกาศกำหนดราคาก๊าซ LPG ภาคอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 29.56 บาทต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 4.70 บาทต่อกิโลกรัม จากเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีราคาอยู่ที่ 24.86 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลกในเดือนสิงหาคม 2555 ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 775 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สูงขึ้นจากเดือนกรกฎาคม ที่มีราคาอยู่ที่ 593 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งสาเหตุมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณาการปรับราคาแบบลอยตัวของก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG ภาคครัวเรือน หรือก๊าซหุงต้มว่าจะใช้แนวทางในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งอาจจะใช้ฐานของผู้ใช้ไฟฟ้าฟรี 50 หน่วยต่อครัวเรือน ที่มีประมาณ 5 ล้านครัวเรือนได้รับลดไปเลย หรือการเปิดลงทะเบียนให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย โดยกระทรวงพลังงานอาจใช้วิธีเปิดบัญชี และโอนเงินส่วนลดก๊าซหุงต้มให้ย้อนหลัง และจะสนับสนุนอุปกรณ์ให้กับกลุ่มผู้ค้าหาบเร่ใช้ก๊าซหุงต้มได้ประหยัดมากขึ้น ขณะที่นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “100 วัน ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เอสเอ็มอีใน 7 จังหวัดนำร่องยังสู้ไหว?” โดยทำการติดตามผลกระทบและการปรับตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการจำนวน 683 ราย ใน 7 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม และภูเก็ต ปรากฏว่าผลวิจัยครั้งนี้ได้ระบุด้วยว่า เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย เมื่อสอบถามถึงผลกระทบจากการใช้นโยบายนี้ กลุ่มตัวอย่าง 87.5% ระบุว่า ได้รับผลกระทบ 12.5% ไม่ได้รับผลกระทบ โดยในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ 73.2% ระบุว่า สามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วง 100 วันที่ผ่านมาได้ 14.3% ไม่สามารถรับมือได้และกำลังประสบปัญหาด้านต้นทุนการผลิต นอกจากนี้แล้ว ในกลุ่มตัวอย่าง 87.5% ที่ได้รับผลกระทบ 28.7% ระบุว่า ได้รับผลกระทบมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ 46.5% ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ และอีก 12.3% ได้รับผลกระทบน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ด้านการเพิ่มขึ้นของต้นทุนในการทำธุรกิจทั้งหมดนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยแล้ว ต้นทุนการทำธุรกิจใน 7 จังหวัดนำร่องเพิ่มขึ้น 16.9% โดยสมุทรสาครเพิ่มขึ้น 20.8% กรุงเทพมหานคร 17.4% ปทุมธานี 16.7% สมุทรปราการ 16.2% นครปฐม 15.8% ภูเก็ต 15.2% และนนทบุรี 14.4% เมื่อจำแนกการเพิ่มขึ้นของต้นทุน ตามโครงสร้างของต้นทุน พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น 7.6% การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น 2.0% และอีก 7.3% มาจากต้นทุนด้านวัตถุดิบและอื่นๆ ซึ่งบางส่วนเป็นผลทางอ้อมจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำด้วยเช่นกัน หากพิจารณาเป็นรายจังหวัดจะพบว่า นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท นี้ทำให้เอสเอ็มอีต้องแบกรับภาระด้านต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 6.5% ถึง 9.4% อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอียังมีเสี่ยงปัจจัยทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจโลก ปัญหาค่าครองชีพ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั้งประเทศในปีหน้า “จำนวนเอสเอ็มอีรวมใน 7 จังหวัดนำร่องมีประมาณ 8 แสนราย โดยปกติแล้ว ทุกปีจะมีเอสเอ็มอีประมาณ 9% ถึง 10% หรือประมาณ 8 หมื่นรายที่ต้องปิดกิจการ แม้ว่าตอนนี้เอสเอ็มอีจะยังพอรับมือกับปัญหาต้นทุนการทำธุรกิจที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ปัญหานี้ได้ทำให้เอสเอ็มอีมีความเปราะบางมากขึ้น หากรัฐบาลไม่สามารถจะหามาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมมาช่วยบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั้งประเทศ การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตในส่วนอื่น เราอาจจะได้เห็นเอสเอ็มประมาณ 1.3 แสนรายหายไปจากระบบเพราะปิดกิจการหรือเลือกจะไปทำธุรกิจนอกระบบ เพื่อลดภาระต้นทุน ซึ่งนอกจากจะหมายถึงรายได้จากภาษีที่น้อยลงของรัฐแล้ว ยังหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ลดลงของพนักงานที่ทำงานกับธุรกิจเหล่านี้ด้วย” นายเกียรติอนันต์ กล่าวในที่สุด
ที่มา สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1324 ประจำวันที่ 8-8-2012 ถึง 10-8-2012
จำนวนผู้ชม 1268 ครั้ง
|
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ